🏵🏵 เมล็ดพันธ์ดาวเรือง เหลืองเจ้าพระยา มหาโชค รัสมีสีเหลือง ดอกใหญ่ เมล็ดคัดเกรด A เพาะง่ายอัตรางอก 95-100% แข็งแรงโตไว
Shopee

🏵🏵 เมล็ดพันธ์ดาวเรือง เหลืองเจ้าพระยา มหาโชค รัสมีสีเหลือง ดอกใหญ่ เมล็ดคัดเกรด A เพาะง่ายอัตรางอก 95-100% แข็งแรงโตไว

4.5
ขายแล้ว 1 ชิ้น 0 ครั้ง
฿20
noplant.nogrow
แบรนด์: NoBrand
ซื้อที่ Shopee

คุณจะถูกนำไปยัง Shopee

รายละเอียดสินค้า

‘ดาวเรือง’ เป็นไม้ดอกที่สวยงาม ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง นอกจากทำพวงมาลัยแล้ว ใช้ทำดอกไม้แห้ง พวงหรีด เป็นไม้กระถางหรือไม้ถุง ประดับเวทีตกแต่งสถานที่งานพิธีต่างๆ เป็นวัตถุดิบส่งโรงงานอาหารสัตว์ ฯลฯ เป็นไม้ล้มลุก ปลูกกันอยู่ทั่วไป ปลูกง่าย ดูแลรักษาไม่ยากนัก มีแหล่งใหญ่ปลูกเพื่อการค้า

สรรพคุณของดอกดาวเรือง

ในดอกดาวเรืองมีสารแซนโทฟิลล์เป็นแคโรทีนอยด์ (สารต้านอนุมูลอิสระ) ซึ่งจัดว่าเป็นสารบำรุงสายตามีคุณสมบัติช่วยป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา ช่วยกรองแสงสีฟ้า ยังเป็นสารออกซิเดชั่น ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่จะทำลายประสิทธิภาพการทำงานของจอประสาทตา

วิธีเอาสารบำรุงสายตาจากดอกดาวเรืองมาใช้ ให้เรานำดอกดาวเรืองไปตากแห้ง แล้วนำมาชงเป็นชาดื่ม เท่านี้ก็จะได้รับสารบำรุงสายตาที่ซ่อนอยู่ในดอกดาวเรืองแล้วนะ

1. นำวัสดุเพาะหรือดินปลูกต้นไม้ใส่ถาดเพาะกล้าขนาด 104 หรือ 200 หลุม ให้เต็มถาด ปาดหน้าดินถาดเพาะให้เรียบ
2. หยอดเมล็ดลงในถาดเพาะกล้า หลุมละ 1 เมล็ด โดยใช้ด้านสีดำจิ้มลงในดิน ให้ด้านสีขาวโผล่ขึ้นเหนือดิน แล้วใช้วัสดุเพาะหรือดินปลูกโรยกลบบางๆ
3. การรดน้ำควรรดในช่วงเช้า หรือเมื่อสังเกตว่าดินแห้ง หากรดน้ำมากเกินไปจะทำให้เกิดความชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเชื้อราที่จะตามมา การรดน้ำควรใช้หัวสเปรย์ที่มีขนาดเล็กที่สุดเพื่อป้องกันในช่วงเพาะกล้าไม่ให้เมล็ดกระจายออกนอกถาด
4. เมื่อต้นกล้าอายุ 12-15 วัน ให้ย้ายต้นกล้าลงปลูกในกระถาง ดินที่ใช้ควรเป็นดินปลูกพืชที่ผสมขุยมะพร้าว (กระถางขนาด 10-12 นิ้ว ใช้ต้นกล้า 2-3 ต้น/ 1 กระถาง) รดน้ำให้ชุ่ม
5. การใส่ปุ๋ย ใส่หลังจากย้ายต้นกล้าลงปลูกทุกๆ 7-10 วัน ใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 อัตรา 1 ช้อนชา/ 1 กระถาง โดยโรยปุ๋ยให้ห่างจากโคนต้นกล้าประมาณ 1 คืบ (15 ซม.) แล้วรดน้ำตาม
6. การคัดยอด ควรเด็ดเมื่อต้นดาวเรืองมีใบจริงคู่ที่ 4-5 (ไม่นับใบเลี้ยง) หรือเมื่อดาวเรืองมีอายุประมาณ 28-30 วันหลังจากหยอดเมล็ด
7. ดาวเรืองจะเริ่มออกดอกและบาน หลังจากย้ายกล้าประมาณ 45-50 วัน แล้วแต่ชนิดของดาวเรืองและช่วงเวลาที่ปลูก

เคล็ดลับการเพาะเมล็ดดาวเรือง
1. นำวัสดุเพาะเมล็ดใส่ถาดเพาะให้เต็มหลุม แคะถาดเพาะ 1 ครั้ง เพื่อให้วัสดุเพาะลงถึงก้นหลุม แล้วเติมวัสดุเพาะอีกครั้งให้เต็มและปาดให้เรียบพอดีกับหลุม
2. ทำหลุมโดยแต่ละหลุมลึกประมาณ 0.5 ซ.ม. จะพอดีกับเมล็ด
3. ทำการหยอดเมล็ดพันธุ์ดาวเรือง 1 เมล็ดต่อ 1 หลุม
4. กลบเมล็ดดาวเรือง กลบให้มิดเมล็ดดาวเรือง ดาวเรืองไม่ต้องการแสงในการงอก และการรักษาสภาพความชื้น
5. นำถาดเพาะพรางแสง 80% — 90% และรักษาความชื้น โดยการพ่นน้ำ อย่าให้ถาดเพาะแห้งจะทำให้เมล็ดดาวเรืองไม่งอก

TIPS

– หมั่นรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ควรรดน้ำในช่วงเช้า เพื่อให้ความชื้นแก่ต้นในแปลงปลูกหรือกระถาง

– ปุ๋ย 16-16-16 ใส่ช่วงหลังย้ายปลูกแล้ว 7-21 วัน ,ปุ๋ย 13-13-21 ใส่ช่วงหลังย้ายปลูกแล้ว 28-42 วัน ,ปุ๋ย 8-24-24 ใส่ช่วงหลังย้ายปลูกแล้ว 49 วันเป็นต้นไป


การดูแลต้นกล้าดาวเรือง
1. หลังจากเพาะเมล็ดดอกดาวเรืองแล้ว ให้เรารักษาความชื้นโดยการพ่นน้ำและนำไปในที่พรางแสง เมื่ออายุได้ 4–5 วัน ควรนำออกแดดจัดเพื่อป้องกันต้นกล้าดาวเรืองยืดเข้าหาแสง
2. เมื่อต้นกล้าแข็งแรง เราควรปล่อย ให้ผิววัสดุปลูกแห้งบ้าง จะทำให้ต้นกล้าดาวเรืองแข็งแรงกว่าการให้น้ำตลอดเวลา
3. ในระยะนี้ยังไม่ต้องให้ปุ๋ยเนื่องจากต้นกล้าดาวเรืองยังมีอาหารสะสมอยู่

วิธีการย้ายปลูกดาวเรือง
1. ควรย้ายต้นกล้าดาวเรืองที่มีอายุไม่เกิน 20 วัน หรือมีจำนวนใบจริง 2–3 คู่แล้ว จะทำให้รากของต้นกล้าดาวเรืองมีการพัฒนาได้ดี หาอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ไม่ควรย้ายต้นกล้าดาวเรืองที่มีอายุมากเกินไปเพราะระบบรากจะแผ่กระจายได้ช้า
3. ควรทำการเด็ดยอดดอกดาวเรืองหลังการย้ายปลูกประมาณ 10–15 วัน
4. เด็ดยอดออก 1 คู่ ช่วยในการแตกทรงพุ่ม ลำต้น และความสูงจะมีความสม่ำเสมอกัน
หมายเหตุ ดาวเรืองที่ทำการเด็ดยอดจะทำให้การออกดอกช้าลงประมาณ 1 สัปดาห์

วิธีการดูแลหลังย้ายปลูกดาวเรืองเราต้องกลบโคนเพื่อช่วยให้ดาวเรืองแตกรากใหม่ออกมาได้มากขึ้น ทำให้ดาวเรืองสามารถหาอาหารได้มากขึ้น การเจริญเติบโตก็มากขึ้นตามไปด้วย ควรกลบโคนอย่างน้อย 2 ครั้ง ในช่วงหลังเด็ดยอดและก่อนออก


โรคและแมลงที่พึงควรระวัง
1. โรคใบจุดไหม้
อาการ – ใบแก่มีแผลเป็นวงซ้อนกระจายทั่วใบ แผลจำนวนมากอาจลามติดกันในสภาพที่มีความชื้นสูงทำให้ใบไหม้
วิธีป้องกัน – ใช้สารเคมีป้องกันโรคแพร่กระจาย ได้แก่ คลอโรทนโลนิล และแมนโคเซบ

2. โรคเหี่ยวเขียว
อาการ – ต้นเหี่ยวเป็นซีกหรือทั้งต้นในขณะที่ยังมีสีเขียวอยู่ ท่อลำเลียงมีสีน้ำตาลและมีของเหลวขาวขุ่นไหลออกเมื่อจุ่มในน้ำ
วิธีป้องกัน – กำจัดต้นที่เป็นโรคออกจากแปลงและกำจัดทันที และเลือกใช้พันธุ์ที่ต้านทานโรค

3. โรคเน่าจากรา หรือราน้ำหมาก
อาการ – กลีบเลี้ยง กลีบดอก ก้านดอกและใบมีสปอร์ราลักษณะคล้ายเข็มหมุดเล็กปกคลุม
วิธีป้องกัน – พ่นป้องกันการกระจายตัวของโรคด้วยสารเคมีในกลุ่ม ไดโทโอคาร์บาเมท หรือคอปเปอร์

4. เพลี้ยไฟ
อาการ – เข้าทำลายโดยดูดน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อนและใบอ่อน มีรอยซีดตามใบหรือกลีบเลี้ยงของใบ
วิธีป้องกัน – ฟูโนบูคาร์บ 50 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร ,มาลาไทออน 20-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ,เฟนิโตรไทออน 10-20 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร

5. หนอนชอนใบ
อาการ – ทำลายใบอ่อนตัวหนอนที่ฟักจากไข่ไชชอนเป็นทางยาว ใบที่ถูกทำลายจะแสดงลักษณะแคระแกร็นบิดเบี้ยว
วิธีป้องกัน – เมโทมิล 20-30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ,คาร์แทปไฮโดรคลอไรด์ 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ,อะบาแมกติน 20-30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ,ไบเฟนทริน 20-30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

ดาวเรือง อีกหนึ่งดอกไม้ช่วยเพิ่มสีสันและความสดชื่นให้บ้านได้ ยิ่งเป็นไม้กระถางที่สามารถยกย้ายปรับเปลี่ยนตำแหน่งได้ง่าย หรือการปลูกลงแปลงเพื่อช่วยสร้างความน่าสนใจให้สวนเราจึงขอชวนคุณมาปลูก ดาวเรืองสีเหลืองสดใส รับรองได้ว่าดอกดาวเรืองจะช่วยทำให้บ้านและมุมสวนของคุณสดชื่นได้อย่างแน่นอน

สินค้าที่เกี่ยวข้อง