Shopee
ฟักทองญี่ปุ่น เมล็ดพันธุ์ 2-5 เมล็ด มีคู่มือการปลูก
4.8
ขายแล้ว 5 ชิ้น
฿8
฿40
-80%
Rvada ตรวจสอบราคา
ราคาถูกผิดปกติ (2% ของค่าเฉลี่ยหมวด) ควรตรวจสอบร้านค้าก่อนซื้อ
kodchasanshop
แบรนด์:
NoBrand
ซื้อที่ Shopee
คุณจะถูกนำไปยัง Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์พันธมิตร เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นจากการสั่งซื้อ โดยราคาที่คุณจ่ายไม่เปลี่ยนแปลง
รายละเอียดสินค้า
การปลูกฟักทองญี่ปุ่น (Kabocha) เป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปหากคุณมีการวางแผนและดูแลอย่างเหมาะสม ฟักทองญี่ปุ่นมีรสชาติหวาน เนื้อเนียน และเป็นที่นิยมในอาหารหลายชนิด ต่อไปนี้คือวิธีการปลูกฟักทองญี่ปุ่นอย่างละเอียด:
1. การเตรียมดิน
ฟักทองญี่ปุ่นชอบดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี และมีอินทรียวัตถุสูง
ควรไถพรวนดินให้ลึกประมาณ 20-30 ซม. และปรับ pH ดินให้อยู่ที่ประมาณ 6.0-6.8
ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงในดินเพื่อเพิ่มธาตุอาหาร
2. การเลือกเมล็ดพันธุ์
เลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีและเหมาะสมกับสภาพอากาศในพื้นที่
แช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น (ประมาณ 50 องศาเซลเซียส) เป็นเวลา 4-6 ชั่วโมงก่อนปลูก เพื่อช่วยกระตุ้นการงอก
3. การปลูกเมล็ด
ระยะปลูก: เว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1.5-2 เมตร และระหว่างแถวประมาณ 2-3 เมตร
ปลูกเมล็ดลงหลุมลึกประมาณ 2-3 ซม. หลุมละ 2-3 เมล็ด จากนั้นกลบดินเบา ๆ
หลังเมล็ดงอกแล้ว 7-10 วัน ให้คัดเลือกต้นที่แข็งแรงที่สุดในแต่ละหลุม
4. การดูแลรักษา
การให้น้ำ
รดน้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเช้า
หลีกเลี่ยงการรดน้ำบนใบเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเชื้อรา
การใส่ปุ๋ย
ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ในช่วงเริ่มต้นการเจริญเติบโต
เมื่อเริ่มมีดอก ควรใส่ปุ๋ยสูตรที่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง เช่น 8-24-24 เพื่อช่วยส่งเสริมการติดผล
การคลุมดิน
ใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมดินรอบ ๆ ต้นเพื่อรักษาความชื้นและลดวัชพืช
5. การผสมเกสร
ฟักทองญี่ปุ่นมักต้องการการผสมเกสรด้วยมือ โดยนำเกสรตัวผู้ไปป้ายดอกตัวเมียในช่วงเช้า เพื่อเพิ่มอัตราการติดผล
6. การป้องกันโรคและแมลง
โรคที่พบบ่อย ได้แก่ โรคราน้ำค้างและโรคใบไหม้ ควรฉีดพ่นสารป้องกันเชื้อราตามความเหมาะสม
แมลงศัตรูที่พบบ่อย ได้แก่ เพลี้ยไฟและหนอนเจาะผล ควรตรวจสอบและใช้สารกำจัดแมลงอย่างปลอดภัย
7. การเก็บเกี่ยว
ฟักทองญี่ปุ่นจะพร้อมเก็บเกี่ยวเมื่อผลมีสีเข้มและลำต้นที่ติดผลเริ่มแห้ง
ระยะเวลาเก็บเกี่ยวประมาณ 90-120 วันหลังปลูก
เคล็ดลับเพิ่มเติม
หากต้องการฟักทองที่มีรสชาติหวาน ควรปล่อยผลไว้บนต้นจนแก่เต็มที่
เก็บผลฟักทองในที่แห้งและเย็นเพื่อเก็บรักษาได้นาน
1. การเตรียมดิน
ฟักทองญี่ปุ่นชอบดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี และมีอินทรียวัตถุสูง
ควรไถพรวนดินให้ลึกประมาณ 20-30 ซม. และปรับ pH ดินให้อยู่ที่ประมาณ 6.0-6.8
ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงในดินเพื่อเพิ่มธาตุอาหาร
2. การเลือกเมล็ดพันธุ์
เลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีและเหมาะสมกับสภาพอากาศในพื้นที่
แช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น (ประมาณ 50 องศาเซลเซียส) เป็นเวลา 4-6 ชั่วโมงก่อนปลูก เพื่อช่วยกระตุ้นการงอก
3. การปลูกเมล็ด
ระยะปลูก: เว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1.5-2 เมตร และระหว่างแถวประมาณ 2-3 เมตร
ปลูกเมล็ดลงหลุมลึกประมาณ 2-3 ซม. หลุมละ 2-3 เมล็ด จากนั้นกลบดินเบา ๆ
หลังเมล็ดงอกแล้ว 7-10 วัน ให้คัดเลือกต้นที่แข็งแรงที่สุดในแต่ละหลุม
4. การดูแลรักษา
การให้น้ำ
รดน้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเช้า
หลีกเลี่ยงการรดน้ำบนใบเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเชื้อรา
การใส่ปุ๋ย
ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ในช่วงเริ่มต้นการเจริญเติบโต
เมื่อเริ่มมีดอก ควรใส่ปุ๋ยสูตรที่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง เช่น 8-24-24 เพื่อช่วยส่งเสริมการติดผล
การคลุมดิน
ใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมดินรอบ ๆ ต้นเพื่อรักษาความชื้นและลดวัชพืช
5. การผสมเกสร
ฟักทองญี่ปุ่นมักต้องการการผสมเกสรด้วยมือ โดยนำเกสรตัวผู้ไปป้ายดอกตัวเมียในช่วงเช้า เพื่อเพิ่มอัตราการติดผล
6. การป้องกันโรคและแมลง
โรคที่พบบ่อย ได้แก่ โรคราน้ำค้างและโรคใบไหม้ ควรฉีดพ่นสารป้องกันเชื้อราตามความเหมาะสม
แมลงศัตรูที่พบบ่อย ได้แก่ เพลี้ยไฟและหนอนเจาะผล ควรตรวจสอบและใช้สารกำจัดแมลงอย่างปลอดภัย
7. การเก็บเกี่ยว
ฟักทองญี่ปุ่นจะพร้อมเก็บเกี่ยวเมื่อผลมีสีเข้มและลำต้นที่ติดผลเริ่มแห้ง
ระยะเวลาเก็บเกี่ยวประมาณ 90-120 วันหลังปลูก
เคล็ดลับเพิ่มเติม
หากต้องการฟักทองที่มีรสชาติหวาน ควรปล่อยผลไว้บนต้นจนแก่เต็มที่
เก็บผลฟักทองในที่แห้งและเย็นเพื่อเก็บรักษาได้นาน