Shopee
🔥NEW พืชกินแมลง หยาดน้ำค้าง กาบหอยเเครง พิงกุย กระเป๋าจิงโจ้
4.9
ขายแล้ว 5 ชิ้น
0 ครั้ง
฿199
TT plant🐛
แบรนด์:
NoBrand
ซื้อที่ Shopee
คุณจะถูกนำไปยัง Shopee
รายละเอียดสินค้า
เร็วๆนี้ จะมีพืชกินเเมลง พันธุ์ใหม่ลงขายเลื่อยๆ พันธุ์หายากก็มี 🥰🥰🥰เลี้ยงโตเเล้วจะสวยมากนะครับ
การเลี้ยง กาบหอยแครง (Venus Flytrap), หยาดน้ำค้าง (Sundew), และ พิงกุย (Pinguicula) ซึ่งเป็นพืชกินแมลง มีความคล้ายคลึงกันในบางด้าน เพราะทั้งสามชนิดนี้ชอบสภาพแวดล้อมที่ชื้นและดินที่มีสารอาหารต่ำ แต่ก็มีข้อแตกต่างในรายละเอียดการดูแล ดังนี้:
1. กาบหอยแครง (Venus Flytrap)
แสงแดด: ชอบแสงแดดจัด ควรได้รับแสงแดดโดยตรงอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงต่อวัน หรือแสงพราง 50-60% ในสภาพอากาศร้อนจัด หากปลูกในร่ม ใช้ไฟปลูกต้นไม้ (Grow Light) ความเข้ม 10,000-20,000 ลักซ์
น้ำ: ใช้น้ำกลั่น, น้ำฝน, หรือน้ำ RO (น้ำปราศจากแร่ธาตุ) รดน้ำให้ดินชุ่มชื้นตลอดเวลา แต่ไม่แฉะจนเกินไป วิธีที่ดีคือวางกระถางในถาดน้ำตื้น (น้ำสูง 1-2 ซม.) และเติมน้ำเมื่อแห้ง หลีกเลี่ยงน้ำประปาเพราะมีแร่ธาตุที่เป็นอันตราย
ดิน: ใช้ดินที่มีความเป็นกรดสูง เช่น พีทมอส (Peat Moss) ผสมเพอร์ไลต์ (Perlite) หรือทรายละเอียดในอัตราส่วน 2:1 ห้ามใช้ดินผสมปุ๋ย
ความชื้น: ความชื้นสัมพัทธ์ 60% ขึ้นไป หากอากาศแห้ง ใช้สปริงเกอร์หรือวางถาดน้ำใกล้ต้นเพื่อเพิ่มความชื้น
ปุ๋ย: ไม่ต้องใช้ปุ๋ย เพราะพืชกินแมลงจะได้สารอาหารจากแมลง หากต้องการให้อาหาร ให้ป้อนแมลงที่มีชีวิต (เช่น มด, แมลงวัน) 1-2 ตัวต่อเดือนต่อกาบ อย่าป้อนอาหารที่ไม่ใช่แมลง เช่น เนื้อสัตว์
การพักตัว (Dormancy): ในช่วงฤดูหนาว (3-4 เดือน) ต้องให้พืชพักตัวโดยลดการรดน้ำและวางในที่อุณหภูมิ 5-15°C เพื่อให้พืชแข็งแรง
ปัญหาที่พบบ่อย:
ใบดำหรือไหม้: อาจเกิดจากแดดจัดเกินไปหรือน้ำมีแร่ธาตุ แก้โดยย้ายไปที่ร่มขึ้นและเปลี่ยนน้ำ
เน่าตาย: เกิดจากความชื้นสูงเกินไปหรือเชื้อรา ควรลดน้ำและเพิ่มการระบายอากาศ
การขยายพันธุ์: แยกหน่อ, เพาะเมล็ด, หรือตัดใบปักชำ
2. หยาดน้ำค้าง (Sundew)
แสงแดด: ชอบแสงแดดสว่างแต่ไม่จัดเกินไป ควรได้รับแสงแดดรำไรหรือแสงแดดเช้า 4-6 ชั่วโมงต่อวัน หากใช้ไฟปลูกต้นไม้ ใช้ความเข้มประมาณ 10,000 ลักซ์
น้ำ: ใช้น้ำกลั่น, น้ำฝน, หรือน้ำ RO รักษาดินให้ชุ่มชื้นตลอดเวลา วางในถาดน้ำตื้นเหมือนกาบหอยแครง หลีกเลี่ยงน้ำประปา
ดิน: ใช้พีทมอสผสมเพอร์ไลต์หรือทรายละเอียด (2:1) ดินต้องระบายน้ำดีและเป็นกรด
ความชื้น: ความชื้นสูง 70% ขึ้นไป หยาดน้ำค้างชอบสภาพชื้นมากกว่ากาบหอยแครง อาจต้องใช้ตู้ควบคุมความชื้นหรือวางในที่ที่มีอากาศชื้น
ปุ๋ย: ไม่ต้องใช้ปุ๋ย ให้อาหารด้วยแมลงขนาดเล็ก (เช่น มด, ยุง) 1-2 ตัวต่อสัปดาห์ หยาดน้ำค้างจะใช้เมือกเหนียวบนใบจับแมลง
การพักตัว: บางสายพันธุ์ (เช่น Drosera capensis) ไม่ต้องการพักตัว แต่บางสายพันธุ์ (เช่น Drosera filiformis) ต้องการพักตัวในฤดูหนาวเหมือนกาบหอยแครง
ปัญหาที่พบบ่อย:
ใบเหี่ยวหรือไม่มีเมือก: อาจขาดแสงหรือความชื้น แก้โดยเพิ่มแสงและความชื้น
ใบเหลือง: อาจเกิดจากน้ำที่มีแร่ธาตุหรือดินแฉะเกินไป
การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด, ตัดใบปักชำ, หรือแยกหน่อ
3. พิงกุย (Pinguicula)
แสงแดด: ชอบแสงสว่างแต่ไม่แรงมาก ควรได้รับแสงแดดรำไรหรือแสงแดดเช้า 3-5 ชั่วโมงต่อวัน หากใช้ไฟปลูกต้นไม้ ใช้ความเข้ม 8,000-12,000 ลักซ์
น้ำ: ใช้น้ำกลั่น, น้ำฝน, หรือน้ำ RO รดน้ำให้ดินชุ่มชื้นปานกลาง ไม่ต้องแฉะเท่ากาบหอยแครงหรือหยาดน้ำค้าง รดน้ำวันละ 1 ครั้งหรือเมื่อดินเริ่มแห้ง หลีกเลี่ยงการรดน้ำโดนใบเพื่อป้องกันเชื้อรา
ดิน: ใช้พีทมอสผสมเพอร์ไลต์, เวอร์มิคูไลต์, หรือทรายละเอียด (1:1:1) ดินต้องระบายน้ำดี
ความชื้น: ความชื้นปานกลาง 50-70% พิงกุยทนความชื้นต่ำได้ดีกว่าหยาดน้ำค้าง
ปุ๋ย: ไม่ต้องใช้ปุ๋ย ให้อาหารด้วยแมลงขนาดเล็ก (เช่น มด, ยุง) โดยวางบนใบที่มีเมือกเหนียว 1-2 ตัวต่อสัปดาห์
การพักตัว: บางสายพันธุ์ (เช่น Pinguicula vulgaris) ต้องการพักตัวในฤดูหนาว โดยใบจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบเล็กและหนา ควรวางในที่เย็น (5-15°C) และลดการรดน้ำ
ปัญหาที่พบบ่อย:
ใบเน่า: เกิดจากการรดน้ำโดนใบหรือความชื้นสูงเกินไป ควรรดน้ำที่โคนต้นและเพิ่มการระบายอากาศ
ใบแห้ง: อาจขาดแสงหรือน้ำ แก้โดยปรับแสงและความชื้น
การขยายพันธุ์: ตัดใบปักชำ, เพาะเมล็ด, หรือแยกหน่อ
ข้อควรระวังทั่วไป
หลีกเลี่ยงน้ำประปาและปุ๋ย: พืชกินแมลงทั้งสามชนิดนี้ไวต่อแร่ธาตุในน้ำประปาและปุ๋ย ซึ่งอาจทำให้รากเน่าหรือตายได้
อย่าให้อาหารที่ไม่ใช่แมลง: การให้อาหารที่ไม่ใช่แมลง (เช่น เนื้อ, น้ำตาล) จะทำให้ใบเน่าหรือพืชตาย
ควบคุมความชื้นและการระบายอากาศ: ความชื้นสูงเกินไปโดยไม่มีอากาศถ่ายเทอาจทำให้เกิดเชื้อรา
ระวังการกระตุ้นกาบ (เฉพาะกาบหอยแครง): การสัมผัสกาบบ่อยๆ โดยไม่มีแมลงจะทำให้พืชสูญเสียพลังงานและอ่อนแอ
ปรับสภาพเมื่อย้ายที่: หากพืชเพิ่งซื้อหรือย้ายที่ ควรวางในที่ร่มรำไร 2-3 วันเพื่อให้ปรับตัวก่อนย้ายไปที่แสงแดดจัด
เคล็ดลับเพิ่มเติม
การเลี้ยงในตู้ควบคุม: หากอยู่ในสภาพอากาศที่ควบคุมยาก (เช่น ร้อนหรือแห้งเกินไป) การเลี้ยงในตู้ควบคุมความชื้น (Terrarium) จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
สังเกตอาการพืช: หากใบเหลือง, ดำ, หรือเหี่ยว อาจเกิดจากแสง, น้ำ, หรือความชื้นที่ไม่เหมาะสม ให้ปรับตามอาการ
เลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม: แต่ละชนิดมีสายพันธุ์ย่อย เช่น กาบหอยแครงพันธุ์ ‘Akairyu’ (สีแดง) หรือหยาดน้ำค้างพันธุ์ Drosera capensis (เลี้ยงง่าย) ควรเลือกพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและระดับความชำนาญ
การเลี้ยง กาบหอยแครง (Venus Flytrap), หยาดน้ำค้าง (Sundew), และ พิงกุย (Pinguicula) ซึ่งเป็นพืชกินแมลง มีความคล้ายคลึงกันในบางด้าน เพราะทั้งสามชนิดนี้ชอบสภาพแวดล้อมที่ชื้นและดินที่มีสารอาหารต่ำ แต่ก็มีข้อแตกต่างในรายละเอียดการดูแล ดังนี้:
1. กาบหอยแครง (Venus Flytrap)
แสงแดด: ชอบแสงแดดจัด ควรได้รับแสงแดดโดยตรงอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงต่อวัน หรือแสงพราง 50-60% ในสภาพอากาศร้อนจัด หากปลูกในร่ม ใช้ไฟปลูกต้นไม้ (Grow Light) ความเข้ม 10,000-20,000 ลักซ์
น้ำ: ใช้น้ำกลั่น, น้ำฝน, หรือน้ำ RO (น้ำปราศจากแร่ธาตุ) รดน้ำให้ดินชุ่มชื้นตลอดเวลา แต่ไม่แฉะจนเกินไป วิธีที่ดีคือวางกระถางในถาดน้ำตื้น (น้ำสูง 1-2 ซม.) และเติมน้ำเมื่อแห้ง หลีกเลี่ยงน้ำประปาเพราะมีแร่ธาตุที่เป็นอันตราย
ดิน: ใช้ดินที่มีความเป็นกรดสูง เช่น พีทมอส (Peat Moss) ผสมเพอร์ไลต์ (Perlite) หรือทรายละเอียดในอัตราส่วน 2:1 ห้ามใช้ดินผสมปุ๋ย
ความชื้น: ความชื้นสัมพัทธ์ 60% ขึ้นไป หากอากาศแห้ง ใช้สปริงเกอร์หรือวางถาดน้ำใกล้ต้นเพื่อเพิ่มความชื้น
ปุ๋ย: ไม่ต้องใช้ปุ๋ย เพราะพืชกินแมลงจะได้สารอาหารจากแมลง หากต้องการให้อาหาร ให้ป้อนแมลงที่มีชีวิต (เช่น มด, แมลงวัน) 1-2 ตัวต่อเดือนต่อกาบ อย่าป้อนอาหารที่ไม่ใช่แมลง เช่น เนื้อสัตว์
การพักตัว (Dormancy): ในช่วงฤดูหนาว (3-4 เดือน) ต้องให้พืชพักตัวโดยลดการรดน้ำและวางในที่อุณหภูมิ 5-15°C เพื่อให้พืชแข็งแรง
ปัญหาที่พบบ่อย:
ใบดำหรือไหม้: อาจเกิดจากแดดจัดเกินไปหรือน้ำมีแร่ธาตุ แก้โดยย้ายไปที่ร่มขึ้นและเปลี่ยนน้ำ
เน่าตาย: เกิดจากความชื้นสูงเกินไปหรือเชื้อรา ควรลดน้ำและเพิ่มการระบายอากาศ
การขยายพันธุ์: แยกหน่อ, เพาะเมล็ด, หรือตัดใบปักชำ
2. หยาดน้ำค้าง (Sundew)
แสงแดด: ชอบแสงแดดสว่างแต่ไม่จัดเกินไป ควรได้รับแสงแดดรำไรหรือแสงแดดเช้า 4-6 ชั่วโมงต่อวัน หากใช้ไฟปลูกต้นไม้ ใช้ความเข้มประมาณ 10,000 ลักซ์
น้ำ: ใช้น้ำกลั่น, น้ำฝน, หรือน้ำ RO รักษาดินให้ชุ่มชื้นตลอดเวลา วางในถาดน้ำตื้นเหมือนกาบหอยแครง หลีกเลี่ยงน้ำประปา
ดิน: ใช้พีทมอสผสมเพอร์ไลต์หรือทรายละเอียด (2:1) ดินต้องระบายน้ำดีและเป็นกรด
ความชื้น: ความชื้นสูง 70% ขึ้นไป หยาดน้ำค้างชอบสภาพชื้นมากกว่ากาบหอยแครง อาจต้องใช้ตู้ควบคุมความชื้นหรือวางในที่ที่มีอากาศชื้น
ปุ๋ย: ไม่ต้องใช้ปุ๋ย ให้อาหารด้วยแมลงขนาดเล็ก (เช่น มด, ยุง) 1-2 ตัวต่อสัปดาห์ หยาดน้ำค้างจะใช้เมือกเหนียวบนใบจับแมลง
การพักตัว: บางสายพันธุ์ (เช่น Drosera capensis) ไม่ต้องการพักตัว แต่บางสายพันธุ์ (เช่น Drosera filiformis) ต้องการพักตัวในฤดูหนาวเหมือนกาบหอยแครง
ปัญหาที่พบบ่อย:
ใบเหี่ยวหรือไม่มีเมือก: อาจขาดแสงหรือความชื้น แก้โดยเพิ่มแสงและความชื้น
ใบเหลือง: อาจเกิดจากน้ำที่มีแร่ธาตุหรือดินแฉะเกินไป
การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด, ตัดใบปักชำ, หรือแยกหน่อ
3. พิงกุย (Pinguicula)
แสงแดด: ชอบแสงสว่างแต่ไม่แรงมาก ควรได้รับแสงแดดรำไรหรือแสงแดดเช้า 3-5 ชั่วโมงต่อวัน หากใช้ไฟปลูกต้นไม้ ใช้ความเข้ม 8,000-12,000 ลักซ์
น้ำ: ใช้น้ำกลั่น, น้ำฝน, หรือน้ำ RO รดน้ำให้ดินชุ่มชื้นปานกลาง ไม่ต้องแฉะเท่ากาบหอยแครงหรือหยาดน้ำค้าง รดน้ำวันละ 1 ครั้งหรือเมื่อดินเริ่มแห้ง หลีกเลี่ยงการรดน้ำโดนใบเพื่อป้องกันเชื้อรา
ดิน: ใช้พีทมอสผสมเพอร์ไลต์, เวอร์มิคูไลต์, หรือทรายละเอียด (1:1:1) ดินต้องระบายน้ำดี
ความชื้น: ความชื้นปานกลาง 50-70% พิงกุยทนความชื้นต่ำได้ดีกว่าหยาดน้ำค้าง
ปุ๋ย: ไม่ต้องใช้ปุ๋ย ให้อาหารด้วยแมลงขนาดเล็ก (เช่น มด, ยุง) โดยวางบนใบที่มีเมือกเหนียว 1-2 ตัวต่อสัปดาห์
การพักตัว: บางสายพันธุ์ (เช่น Pinguicula vulgaris) ต้องการพักตัวในฤดูหนาว โดยใบจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบเล็กและหนา ควรวางในที่เย็น (5-15°C) และลดการรดน้ำ
ปัญหาที่พบบ่อย:
ใบเน่า: เกิดจากการรดน้ำโดนใบหรือความชื้นสูงเกินไป ควรรดน้ำที่โคนต้นและเพิ่มการระบายอากาศ
ใบแห้ง: อาจขาดแสงหรือน้ำ แก้โดยปรับแสงและความชื้น
การขยายพันธุ์: ตัดใบปักชำ, เพาะเมล็ด, หรือแยกหน่อ
ข้อควรระวังทั่วไป
หลีกเลี่ยงน้ำประปาและปุ๋ย: พืชกินแมลงทั้งสามชนิดนี้ไวต่อแร่ธาตุในน้ำประปาและปุ๋ย ซึ่งอาจทำให้รากเน่าหรือตายได้
อย่าให้อาหารที่ไม่ใช่แมลง: การให้อาหารที่ไม่ใช่แมลง (เช่น เนื้อ, น้ำตาล) จะทำให้ใบเน่าหรือพืชตาย
ควบคุมความชื้นและการระบายอากาศ: ความชื้นสูงเกินไปโดยไม่มีอากาศถ่ายเทอาจทำให้เกิดเชื้อรา
ระวังการกระตุ้นกาบ (เฉพาะกาบหอยแครง): การสัมผัสกาบบ่อยๆ โดยไม่มีแมลงจะทำให้พืชสูญเสียพลังงานและอ่อนแอ
ปรับสภาพเมื่อย้ายที่: หากพืชเพิ่งซื้อหรือย้ายที่ ควรวางในที่ร่มรำไร 2-3 วันเพื่อให้ปรับตัวก่อนย้ายไปที่แสงแดดจัด
เคล็ดลับเพิ่มเติม
การเลี้ยงในตู้ควบคุม: หากอยู่ในสภาพอากาศที่ควบคุมยาก (เช่น ร้อนหรือแห้งเกินไป) การเลี้ยงในตู้ควบคุมความชื้น (Terrarium) จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
สังเกตอาการพืช: หากใบเหลือง, ดำ, หรือเหี่ยว อาจเกิดจากแสง, น้ำ, หรือความชื้นที่ไม่เหมาะสม ให้ปรับตามอาการ
เลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม: แต่ละชนิดมีสายพันธุ์ย่อย เช่น กาบหอยแครงพันธุ์ ‘Akairyu’ (สีแดง) หรือหยาดน้ำค้างพันธุ์ Drosera capensis (เลี้ยงง่าย) ควรเลือกพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและระดับความชำนาญ