การปฏิวัติที่ถูกตัดตอน ชาวนา นักศึกษา กฎหมาย และความรุนแรงในภาคเหนือของไทย (ปกอ่อน)
Shopee

การปฏิวัติที่ถูกตัดตอน ชาวนา นักศึกษา กฎหมาย และความรุนแรงในภาคเหนือของไทย (ปกอ่อน)

5.0
ขายแล้ว 1 ชิ้น
฿175 ฿350 -50%
Rvada ตรวจสอบราคา

สินค้านี้มีประวัติขายน้อย (1 ชิ้น) โปรดพิจารณาข้อมูลร้านค้าประกอบ

ราคานี้อยู่ที่ประมาณ 40% ของราคาเฉลี่ยสินค้าหมวดเดียวกัน (เทียบจากฐานข้อมูลกว่า 1.5 ล้านรายการ)

KT BOOK OUTLET
แบรนด์: KTBOOKOUTLET(เคทีบุ๊กเอาต์เลต)
ซื้อที่ Shopee

คุณจะถูกนำไปยัง Shopee

ลิงก์นี้เป็นลิงก์พันธมิตร เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นจากการสั่งซื้อ โดยราคาที่คุณจ่ายไม่เปลี่ยนแปลง

รายละเอียดสินค้า

ผู้เขียน ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น
ผู้แปล พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์

คำนำสำนักพิมพ์
ภาพประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนของช่วงสามปีระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 แม้จะสำคัญอย่างยิ่งยวดแต่กลับเลือนรางในความรับรู้ของสังคมไทยโดยทั่วไป สาเหตุหลักเป็นเพราะความรุนแรงระดับโหดร้ายป่าเถื่อนที่รัฐและองค์กรฝ่ายขวากิ่งรัฐ ตลอดจนสถาบันฯ สำคัญได้กระทำต่อประชาชนร่วมชาติของพวกเขาเองเป็นเหตุให้รัฐต้องพยายามปกปิดลบเลือนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นทั้ง ด้วยวาทกรรมและกลไกต่างๆ ที่มีอยู่ในมือ อย่างไรก็ดี ในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เรื่องราวการต่อสู้ของเหล่านักศึกษาหัวก้าวหน้าผู้ใฝ่ฝันถึงสังคมที่เป็นธรรมกว่าเก่าแต่ กลับถูกรัฐปราบปรามจนจบลงด้วยโศกนาฏกรรมสังหารหมู่ เริ่มส่งเสียงให้เป็นที่ได้ยิน (พร้อมๆ กับการตั้งคำถามกับเรื่องเล่าแบบเดิม) แม้ยังไม่กว้างขวางนักทว่าก็ดังพอใน หมู่คนที่สนใจความเป็นไปของสังคม กระนั้นก็ตาม ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่ยังไม่ปรากฏ ที่ยังไม่มีที่ทาง ที่ยังไม่มีปากเสียงในภาพประวัติศาสตร์ของช่วงเวลาดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือเสียงของบรรดาชาวนาผู้อาจหาญแห่งสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย

หนังสือ การปฏิวัติที่ถูกตัดตอน : ชาวนา นักศึกษา กฎหมาย และความรุนแรง ในภาคเหนือของไทย ซึ่งเขียนโดยไทเรล ฮาเบอร์คอร์น เล่มนี้ช่วยนำพาชิ้นส่วนของภาพและเสียงของเหตุการณ์การต่อสู้ของขบวนการชาวนาในภาคเหนือ เข้ามาปะติดปะต่อกับภาพการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่กรุงเทพฯ ซึ่งพอจะเป็นที่รับรู้แล้วก่อน หน้านี้จากการจัดงานรำลึกและหนังสือวิชาการที่ทยอยออกมาบอกเล่าประวัติศาสตร์ สวนทางในช่วงที่ผ่านมา

ความโดดเด่นของ การปฏิวัติที่ถูกตัดตอน อยู่ที่การเป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่ศึกษามวลชนผู้เคลื่อนไหวที่อยู่ในสถานะรอง (subaltern studies) ซึ่งในที่นี้คือ เหล่าชาวนาที่มักจะตกขบวนประวัติศาสตร์อยู่เสมออันเนื่องมาจากถูกละเลยความสำคัญ ในหนังสือเล่มนี้ ชาวนากลับกลายเป็นตัวแสดงหลัก ขณะที่นักศึกษา คณาจารย์ นักกฎหมาย และนักการเมืองหัวก้าวหน้าเป็นตัวประกอบที่มีสถานะเป็นแนวร่วมหรือ พันธมิตรของชาวนาเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น การต่อสู้ของชาวนาในเรื่องการควบคุมการเช่านาโดยใช้กฎหมายเป็นอาวุธ ซึ่งในแวบแรกคนอาจดูแคลนว่าเป็นการต่อสู้ในปริมณฑลชายขอบโดยคนเล็ก ๆ ที่ไม่สู้จะสลักสำคัญอะไรนักสำหรับการเมืองภาพกว้าง กลับถูกตีความโดยผู้เขียน ว่าเป็น “การปฏิวัติ” ซึ่งเป็นคำใหญ่ที่สื่อนัยถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงและบ่อยครั้งสื่อถึงผู้กระทำการที่มีลักษณะเยี่ยงวีรบุรุษในตำนาน กล่าวได้ว่าการตีความแบบนอกรีตพลิกคว่ำความหมายของผู้เขียนเช่นนี้โดยตัวมันเองก็มีลักษณะ “ปฏิวัติ” ที่ท้าทายให้ผู้อ่านพลิกมุมมอง ขัดขึ้นที่จะยอมรับ กระทั่งลุกขึ้นมาถกเถียงกับผู้เขียน ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ คุณค่าของหนังสือเล่มนี้ยังอยู่ที่การที่ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น พยายามเป็นปากเป็นเสียงให้กับ “ผู้ไร้เสียง” อย่างไม่ย่อท้อ ตลอดการอ่านหนังสือเล่มนี้ แทบจะทุกย่อหน้าเราจะได้ยินเสียงของผู้เขียนคอยหักล้างข้อกล่าวหาของชนชั้นนำที่มีต่อชาวนาที่ลุกขึ้นต่อสู้เรื่องการควบคุมการเช่านา เนื่องจากผู้นำชาวนาของสหพันธ์ฯ ถูกฆ่าปิดปากไปแล้ว การปฏิวัติของพวกเขาถูกตัดตอนอย่างโหดร้ายทารุณ องค์กรของ พวกเขาก็ล้มหายตายจากไปแล้วเช่นกัน พวกเขากลายเป็นผีไร้เสียงที่แก้ต่างให้กับตัวเองไม่ได้อีกต่อไป ทั้งยังกำลังเลือนหายไปจากความทรงจำของคนในชาติตัวเอง พร้อมกับผู้กระทำความผิดที่ยังลอยนวลไม่ต้องรับผิดกับความรุนแรงที่ตนได้ก่อขึ้น เสียงของผู้เขียนในที่นี้จึงมีความหมายอย่างประเมินค่ามิได้

สุดท้าย ประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนชี้ให้เห็นคือ ความมีอยู่จริงของจิตสำนึกทางการเมืองของชาวนา และความเป็นไปได้ของการเคลื่อนไหวของมวลชนหากโอกาสทางการเมืองเปิด เป็นเรื่องยากสำหรับนักวิจารณ์การเมืองในปัจจุบันที่จะจินตนาการว่า ภายในระยะเวลาปีสองปีสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยสามารถจัดตั้งโครงข่ายโยงใยทั่วประเทศที่มีสมาชิกราวๆ 1.5 ล้านคนได้สำเร็จ (จากจำนวนประชากรทั้งหมดในสมัยนั้นที่มีประมาณ 35 ล้านคน) และทั้งหมดนี้เป็นไปได้โดยการจัดต

สินค้าที่เกี่ยวข้อง