Shopee
กระหล่ำปลีเมล็ดพันธุ์ 90-200 เมล็ด โตไว ห่อหัวแน่น ปลูกง่ายในแปลงหรือกระถางขนาดใหญ่ (ซื้อ 10แถม1 คละได้)
4.9
ขายแล้ว 15 ชิ้น
0 ครั้ง
฿18
฿60
-70%
alohashop888
แบรนด์:
NoBrand
ซื้อที่ Shopee
คุณจะถูกนำไปยัง Shopee
รายละเอียดสินค้า
กะหล่ำปลี
กะหล่ำปลี เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายอย่าง เนื่องจากมีคุณค่าในทางอาหารสูง มีรสชาติดี หวานกรอบ รับประทานได้ทั้งดิบและสุก มีอายุการเก็บรักษาได้นาน และทนทานต่อการขนส่งพอสมควร เรียกได้ว่าน่าปลูกมากทีเดียว ทางเราได้เรียบเรียงวิธีการปลูกกะหล่ำปลีแบบสั้นๆเข้าใจง่ายไว้ในบทความนี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับคนที่สนใจปลูก
แหล่งปลูกที่เหมาะสม
สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะให้ผลผลิตสูงในดินที่มีสภาพร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี
ความเป็นกรด-ด่างของดิน (pH) อยู่ในช่วง 6.0 – 6.8
อุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต 22 – 25 องศาเซลเซียส
ควรได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน
การเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ
เลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ มีเปอร์เซ็นต์การงอกสูง ในเมืองไทยปลูกพันธุ์เบาจะได้ผลดีที่สุด เพราะเป็นพันธุ์ที่ไม่ต้องการอากาศหนาวมากนัก มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น กะหล่ำปลีพันธุ์เบาที่ปลูกได้ผลดีมีหลากหลายพันธุ์
การเตรียมดิน
แปลงเพาะกล้า ให้ขุดไถลึกประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร ส่วนความยาวแล้วแต่ความต้องการของเรา ตากดินไว้ ประมาณ 5 – 7 วัน จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวได้ดี อัตรา 2,000 กิโลกรัม / ไร่ และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม /ไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากับดินจากนั้นย่อยหน้าดินให้ละเอียด
แปลงปลูก ส่วนใหญ่ที่นิยมปลูกในไทยเป็นพันธุ์เบาที่มีระบบรากตื้น จึงควรเตรียมดินลึกประมาณ 18 – 20 เซนติเมตร ตากดินไว้ประมาณ 5 – 7 วัน ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปด้วยเพื่อปรับปรุงสภาพของดิน จากนั้นย่อยหน้าดินให้มีขนาดเล็กลงแต่ไม่ถึงกับละเอียดจนเกินไป แล้วถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวลงไปเพื่อปรับสภาพดินให้มีความเหมาะสมต่อการปลูกกะหล่ำปลี
การเพาะกล้า
หลังเตรียมแปลงเสร็จให้หว่านเมล็ดกะหล่ำปลีให้กระจายทั่วแปลง หรือถ้าเราอยากให้เป็นแถวอาจจะทำร่องลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ห่างกันแถวละ 15 เซนติเมตร แล้วโรยเมล็ดลงในร่องหว่านกลบเมล็ดด้วยปุ๋ยหมักหรือดินละเอียด จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มแล้วคลุมด้วยฟางแห้งบางๆ หลังจากต้นกล้างอกได้ 15 – 20 วัน ให้เลือกถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ออกและให้ทิ้งระยะห่างต้น 10 เซนติเมตร จนกระทั่งอายุประมาณ 25 – 30 วัน จึงย้ายไปปลูก
การปลูก
เวลาย้ายควรย้ายในช่วงเวลาบ่ายๆ ถึงเย็น ตอนย้ายควรให้ดินติดรากมาด้วยและต้องระวังไม่ให้รากขาด แล้วรีบนำลงปลูกจากนั้นกดดินรอบโคนให้แน่นทันทีก่อนรดน้ำให้ชุ่ม เมื่อปลูกเสร็จแล้วควรทำร่มบังแดดให้ในวันรุ่งขึ้น อาจใช้กะลาครอบ หรือใช้ไม้บังรอบๆก็ได้ ควรปิดบังแดดไว้ประมาณ 3 – 4 วัน ค่อยเอาออก
การดูแลรักษา
การให้ปุ๋ย
1. เมื่อปลูกได้ราว 15 วัน ใส่ปุ๋ยจำพวกไนโตรเจน เช่น ยูเรีย 46% (46-0-0) หรือแอมโมเนียมซัลเฟต 21% (21-0-0) ให้ต้นละ 1 ช้อนชา ปุ๋ยจำพวกนี้จะช่วยให้ใบงาม
2. เมื่อปลูกได้ 30 วัน ทำการพรวนดินรอบ ๆ โคนต้น ใส่ปุ๋ยสูตร 12-8-8 ต้นละ 2 ช้อนชา หรือใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักแทน ต้นละ 1 กำมือ กลบดิน แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยรดน้ำ
3. ในการให้ปุ๋ยกะหล่ำปลีแต่ละครั้งควรผสมธาตุอาหารเสริมพวกโบรอน, สังกะสี อย่างเช่น ไฮเปอร์ พลัส ตรานกอมตะ เพราะมีความจำเป็นแก่พืชตระกูลกะหล่ำมาก
การให้น้ำ
ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ วันละ 1 – 2 ครั้ง ในระยะแรกให้รดน้ำด้วยการฉีดเป็นฝอยในช่วงเช้าและเย็นทุกวัน จนกระทั่งหัวเริ่มเข้าปลีให้ลดปริมาณการรดน้ำลงเพื่อป้องกันไม่ให้หัวปลีแตกและไม่ห่อหัว โดยปกติถ้าไม่รดน้ำมากจนเกินไปก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการเข้าหัวของปลีมากนัก
การเข้าปลี
ในบางครั้งถ้ากะหล่ำปลีหลวม ห่อหัวไม่แน่นเราก็จำเป็นที่จะต้องให้อาหารเสริมบ้าง อย่างเช่น อาหารเสริมพืช ไวกิ้ง ตราแพลน นำไปผสมน้ำแล้วพ่นทุกๆ 7 วัน จะทำให้กะหล่ำปลีห่อหัวแน่นและมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
การเก็บเกี่ยว
ถ้าเป็นพันธุ์เบาเราจะเก็บเกี่ยวได้ตอนอายุประมาณ 50 – 60 วัน โดยใช้มีดที่คมตัดบริเวณส่วนโคน ซึ่งกะหล่ำปลีจะมีน้ำหนักประมาณ 1-2 กิโลกรัม/ต้น การเก็บในระยะที่เหมาะสมจะได้หัวที่สมบูรณ์ ถ้าเก็บขณะอ่อนเกินไปหัวจะไม่แน่น จะเสียขนาดและน้ำหนัก แต่ถ้าทิ้งไว้นานเกินไปหัวจะหลวม ทำให้คุณภาพของหัวกะหล่ำปลีลดลง เสียรสชาติ ไม่ได้ราคา ฉะนั้นเวลาเก็บเกี่ยวควรสังเกตหัวที่แน่นจะดีที่สุด
กะหล่ำปลี เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายอย่าง เนื่องจากมีคุณค่าในทางอาหารสูง มีรสชาติดี หวานกรอบ รับประทานได้ทั้งดิบและสุก มีอายุการเก็บรักษาได้นาน และทนทานต่อการขนส่งพอสมควร เรียกได้ว่าน่าปลูกมากทีเดียว ทางเราได้เรียบเรียงวิธีการปลูกกะหล่ำปลีแบบสั้นๆเข้าใจง่ายไว้ในบทความนี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับคนที่สนใจปลูก
แหล่งปลูกที่เหมาะสม
สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะให้ผลผลิตสูงในดินที่มีสภาพร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี
ความเป็นกรด-ด่างของดิน (pH) อยู่ในช่วง 6.0 – 6.8
อุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต 22 – 25 องศาเซลเซียส
ควรได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน
การเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ
เลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ มีเปอร์เซ็นต์การงอกสูง ในเมืองไทยปลูกพันธุ์เบาจะได้ผลดีที่สุด เพราะเป็นพันธุ์ที่ไม่ต้องการอากาศหนาวมากนัก มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น กะหล่ำปลีพันธุ์เบาที่ปลูกได้ผลดีมีหลากหลายพันธุ์
การเตรียมดิน
แปลงเพาะกล้า ให้ขุดไถลึกประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร ส่วนความยาวแล้วแต่ความต้องการของเรา ตากดินไว้ ประมาณ 5 – 7 วัน จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวได้ดี อัตรา 2,000 กิโลกรัม / ไร่ และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม /ไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากับดินจากนั้นย่อยหน้าดินให้ละเอียด
แปลงปลูก ส่วนใหญ่ที่นิยมปลูกในไทยเป็นพันธุ์เบาที่มีระบบรากตื้น จึงควรเตรียมดินลึกประมาณ 18 – 20 เซนติเมตร ตากดินไว้ประมาณ 5 – 7 วัน ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปด้วยเพื่อปรับปรุงสภาพของดิน จากนั้นย่อยหน้าดินให้มีขนาดเล็กลงแต่ไม่ถึงกับละเอียดจนเกินไป แล้วถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวลงไปเพื่อปรับสภาพดินให้มีความเหมาะสมต่อการปลูกกะหล่ำปลี
การเพาะกล้า
หลังเตรียมแปลงเสร็จให้หว่านเมล็ดกะหล่ำปลีให้กระจายทั่วแปลง หรือถ้าเราอยากให้เป็นแถวอาจจะทำร่องลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ห่างกันแถวละ 15 เซนติเมตร แล้วโรยเมล็ดลงในร่องหว่านกลบเมล็ดด้วยปุ๋ยหมักหรือดินละเอียด จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มแล้วคลุมด้วยฟางแห้งบางๆ หลังจากต้นกล้างอกได้ 15 – 20 วัน ให้เลือกถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ออกและให้ทิ้งระยะห่างต้น 10 เซนติเมตร จนกระทั่งอายุประมาณ 25 – 30 วัน จึงย้ายไปปลูก
การปลูก
เวลาย้ายควรย้ายในช่วงเวลาบ่ายๆ ถึงเย็น ตอนย้ายควรให้ดินติดรากมาด้วยและต้องระวังไม่ให้รากขาด แล้วรีบนำลงปลูกจากนั้นกดดินรอบโคนให้แน่นทันทีก่อนรดน้ำให้ชุ่ม เมื่อปลูกเสร็จแล้วควรทำร่มบังแดดให้ในวันรุ่งขึ้น อาจใช้กะลาครอบ หรือใช้ไม้บังรอบๆก็ได้ ควรปิดบังแดดไว้ประมาณ 3 – 4 วัน ค่อยเอาออก
การดูแลรักษา
การให้ปุ๋ย
1. เมื่อปลูกได้ราว 15 วัน ใส่ปุ๋ยจำพวกไนโตรเจน เช่น ยูเรีย 46% (46-0-0) หรือแอมโมเนียมซัลเฟต 21% (21-0-0) ให้ต้นละ 1 ช้อนชา ปุ๋ยจำพวกนี้จะช่วยให้ใบงาม
2. เมื่อปลูกได้ 30 วัน ทำการพรวนดินรอบ ๆ โคนต้น ใส่ปุ๋ยสูตร 12-8-8 ต้นละ 2 ช้อนชา หรือใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักแทน ต้นละ 1 กำมือ กลบดิน แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยรดน้ำ
3. ในการให้ปุ๋ยกะหล่ำปลีแต่ละครั้งควรผสมธาตุอาหารเสริมพวกโบรอน, สังกะสี อย่างเช่น ไฮเปอร์ พลัส ตรานกอมตะ เพราะมีความจำเป็นแก่พืชตระกูลกะหล่ำมาก
การให้น้ำ
ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ วันละ 1 – 2 ครั้ง ในระยะแรกให้รดน้ำด้วยการฉีดเป็นฝอยในช่วงเช้าและเย็นทุกวัน จนกระทั่งหัวเริ่มเข้าปลีให้ลดปริมาณการรดน้ำลงเพื่อป้องกันไม่ให้หัวปลีแตกและไม่ห่อหัว โดยปกติถ้าไม่รดน้ำมากจนเกินไปก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการเข้าหัวของปลีมากนัก
การเข้าปลี
ในบางครั้งถ้ากะหล่ำปลีหลวม ห่อหัวไม่แน่นเราก็จำเป็นที่จะต้องให้อาหารเสริมบ้าง อย่างเช่น อาหารเสริมพืช ไวกิ้ง ตราแพลน นำไปผสมน้ำแล้วพ่นทุกๆ 7 วัน จะทำให้กะหล่ำปลีห่อหัวแน่นและมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
การเก็บเกี่ยว
ถ้าเป็นพันธุ์เบาเราจะเก็บเกี่ยวได้ตอนอายุประมาณ 50 – 60 วัน โดยใช้มีดที่คมตัดบริเวณส่วนโคน ซึ่งกะหล่ำปลีจะมีน้ำหนักประมาณ 1-2 กิโลกรัม/ต้น การเก็บในระยะที่เหมาะสมจะได้หัวที่สมบูรณ์ ถ้าเก็บขณะอ่อนเกินไปหัวจะไม่แน่น จะเสียขนาดและน้ำหนัก แต่ถ้าทิ้งไว้นานเกินไปหัวจะหลวม ทำให้คุณภาพของหัวกะหล่ำปลีลดลง เสียรสชาติ ไม่ได้ราคา ฉะนั้นเวลาเก็บเกี่ยวควรสังเกตหัวที่แน่นจะดีที่สุด