Shopee
เมล็ดพันธุ์ พริกหนุ่มขาว 50เมล็ด
5.0
ขายแล้ว 3 ชิ้น
฿6
฿30
-80%
Rvada ตรวจสอบราคา
ราคาถูกผิดปกติ (1% ของค่าเฉลี่ยหมวด) ควรตรวจสอบร้านค้าก่อนซื้อ
Seed fang shop999
แบรนด์:
NoBrand
ซื้อที่ Shopee
คุณจะถูกนำไปยัง Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์พันธมิตร เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นจากการสั่งซื้อ โดยราคาที่คุณจ่ายไม่เปลี่ยนแปลง
รายละเอียดสินค้า
วิธีการเพาะกล้าเมล็ดพริก
การป้องกันเชื้อโรคติดมากับเมล็ดพริก ทำโดยนำเมล็ดแช่น้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ทำโดยใช้น้ำต้มจนเดือด 1 กระป๋องนมขนาดเล็กผสมกับน้ำเย็น 1 กระป๋องนมขนาดใหญ่ ควรเตรียมน้ำอุ่นปริมาณมากๆ เพื่อให้อุณหภูมิคงที่ได้นาน หรือแช่ในกระติกน้ำก็ได้) ประมาณ 30 นาที จากนั้นผึ่งเมล็ดบางๆ รดน้ำแล้วรดด้วยไตรโคเดอร์มาอัตรา 100 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันเชื้อราจากวัสดุปลูกเข้าทำลายเมล็ด
ปรกติเมล็ดพันธุ์กล้าพริกลูกผสมจะมีความสมบูรณ์ดีกว่าเมล็ดพันธุ์ผสมปล่อย สามารถงอกได้ 99-100 % ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องหยอดเมล็ดในถาดเพาะกล้าเกินกว่าหลุมละ 1 เมล็ด ช่วงที่สำคัญที่สุดในการเพาะกล้าอยู่ในช่วง 7 วันหลังจากหยอดเมล็ดในถาดเพาะ ขบวนการงอกเริ่มต้นด้วยเมล็ดดูดน้ำเข้าไป ขบวนการหายใจเริ่มทำงาน สร้างน้ำย่อยในเมล็ดเพื่อเปลี่ยนอาหารที่สะสมไว้เป็นพลังงานในการงอก ระยะนี้ต้องการความชื้นและออกซิเจนจากอากาศ ดังนั้นหลังจากแช่เมล็ดให้ดูดน้ำ 6-12 ชั่วโมงแล้วจึงนำเมล็ดมาห่อด้วยผ้าชื้นเรียกว่าการบ่มเมล็ด ถ้าหยอดเมล็ดลงถาดเพาะกล้า โดยไม่มีการบ่มเมล็ดจะต้องรดน้ำรักษาความชื้นในถาดเพาะให้สม่ำเสมอต่อเนื่อง 3-5 วัน หรือใช้พลาสติกคลุมถาดเพาะเมล็ดเอาไว้ ถ้าวัสดุปลูกแห้งเกินไปเมล็ดที่เริ่มงอกจะชะงักการเติบโตในมุมกลับถ้าแช่เมล็ดในน้ำนานเกินไปหรืออยู่ในวัสดุปลูกที่แฉะเกินไป ก็จะทำให้เมล็ดขาดอากาศตายได้เช่นกัน การปฏิบัติที่จำเป็นคือ เตรียมวัสดุเพาะอย่างประณีต คลุกเคล้าส่วนผสมต่างๆหลายๆครั้งให้เข้ากันดี บรรจุในถาดเพาะให้เต็มหลุมพอดีทุกหลุม หยอดเมล็ดด้วยความระมัดระวัง ไม่ทำให้รากที่เพิ่งปริหักออกทำหลุมหยอดเมล็ดให้ลึกสม่ำเสมอกัน และกลบเมล็ดด้วยวัสดุปลูกบางๆ ไม่หนาเกินกว่า 1 เซนติเมตร ดูแลความชื้นในถาดเพาะให้ชื้นพอดีอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง 3-5 วัน การควบคุมความชื้นในถาดเพาะให้สม่ำเสมอโดยรดน้ำน้อยๆ บ่อยๆ หรือใช้พลาสติกคลุมถาดเพาะ ซึ่งเป็นการ "บ่มถาดเพาะ" เมื่อเมล็ดงอกโผล่พ้นดินจึงเปิดผ้าพลาสติกออก การใช้พลาสติกคลุมถาดเพาะเป็นวิธีรักษาความชื้นของดินในถาดเพาะได้ดี สามารถหยอดเมล็ดลงในถาดเพาะได้ทันทีโดยไม่ต้องนำเมล็ดแช่น้ำและบ่มเมล็ดให้มีรากปริออกก่อน ช่วยให้การหยอดเมล็ดทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น (การบ่มเมล็ดด้วยการนำเมล็ดแช่น้ำ 6-12 ชั่วโมงในข้างต้น เป็นการช่วยให้เมล็ดพริกงอก แต่หลังจากหยอดเมล็ดแล้วหากแปลงปลูกหรือถาดเพาะมีความชื้นไม่สม่ำเสมอ รากที่ปริออกอาจแห้งตายได้ และการหยอดเมล็ดที่เริ่มปริทำได้ช้าและยากกว่าการหยอดด้วยเมล็ดแห้ง)
หลังจากต้นกล้าพริกงอกแล้ว ดูแลต้นกล้ามในถาดเพาะต่อไปอีก 30 วัน โดยในช่วง 15 และ 20 วัน หลังหยอดเมล็ด รดปุ๋ยเคมีสูตร 15 : 15 :15 ละลายน้ำอัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หลังจากรดปุ๋ยแล้วรดน้ำตามเบาๆ เพื่อล้างปู่ยออกจากใบ และก่อนย้ายปลูกประมาณ 1 สัปดาห์ควรทำให้ต้นกล้าพริกแข็งแรงทนทานโดยเปิดตาข่ายที่คลุมต้นกล้าออก ให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดมากขึ้นหรือลดปริมาณน้ำที่ให้ลงอาจงดน้ำนานขึ้นจนต้นกล้าเริ่มเหี่ยวแล้วให้น้ำใหม่ ทำเช่นนี้ 2 ครั้งเป็นการกระตุ้นให้ต้นกล้าสะสมอาหารไว้ในต้นมากขึ้นกว่าปรกติ เพื่อใช้ในการงอกรากใหม่ ต้นกล้าพริกที่ดีควรมีลำต้นแข็ง ไม่อวบฉ่ำน้ำ การทำให้ต้นกล้าพริกแข็งแรงก่อนย้ายปลูกเป็นการเตรียมความพร้อมต้นกล้าที่จะออกไปสู่แปลงปลูกที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ต้นกล้าจะรอดตายมากขึ้น กรณีที่ไม่สามารถย้ายปลูกได้ตามกำหนด ต้นกล้าอยู่ในถาดเป็นเวลานาน 50-60 วัน ทำให้รากขดเป็นวง ก่อนนำไปย้ายปลูกควรกรีดด้วยมีดหรือใช้กรรไกรตัดรากตามแนวเดียวกับลำต้น 1-2 รอย เป็นวิธีการเพื่อให้รากใหม่เกิดขึ้นง่าย
การป้องกันเชื้อโรคติดมากับเมล็ดพริก ทำโดยนำเมล็ดแช่น้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ทำโดยใช้น้ำต้มจนเดือด 1 กระป๋องนมขนาดเล็กผสมกับน้ำเย็น 1 กระป๋องนมขนาดใหญ่ ควรเตรียมน้ำอุ่นปริมาณมากๆ เพื่อให้อุณหภูมิคงที่ได้นาน หรือแช่ในกระติกน้ำก็ได้) ประมาณ 30 นาที จากนั้นผึ่งเมล็ดบางๆ รดน้ำแล้วรดด้วยไตรโคเดอร์มาอัตรา 100 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันเชื้อราจากวัสดุปลูกเข้าทำลายเมล็ด
ปรกติเมล็ดพันธุ์กล้าพริกลูกผสมจะมีความสมบูรณ์ดีกว่าเมล็ดพันธุ์ผสมปล่อย สามารถงอกได้ 99-100 % ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องหยอดเมล็ดในถาดเพาะกล้าเกินกว่าหลุมละ 1 เมล็ด ช่วงที่สำคัญที่สุดในการเพาะกล้าอยู่ในช่วง 7 วันหลังจากหยอดเมล็ดในถาดเพาะ ขบวนการงอกเริ่มต้นด้วยเมล็ดดูดน้ำเข้าไป ขบวนการหายใจเริ่มทำงาน สร้างน้ำย่อยในเมล็ดเพื่อเปลี่ยนอาหารที่สะสมไว้เป็นพลังงานในการงอก ระยะนี้ต้องการความชื้นและออกซิเจนจากอากาศ ดังนั้นหลังจากแช่เมล็ดให้ดูดน้ำ 6-12 ชั่วโมงแล้วจึงนำเมล็ดมาห่อด้วยผ้าชื้นเรียกว่าการบ่มเมล็ด ถ้าหยอดเมล็ดลงถาดเพาะกล้า โดยไม่มีการบ่มเมล็ดจะต้องรดน้ำรักษาความชื้นในถาดเพาะให้สม่ำเสมอต่อเนื่อง 3-5 วัน หรือใช้พลาสติกคลุมถาดเพาะเมล็ดเอาไว้ ถ้าวัสดุปลูกแห้งเกินไปเมล็ดที่เริ่มงอกจะชะงักการเติบโตในมุมกลับถ้าแช่เมล็ดในน้ำนานเกินไปหรืออยู่ในวัสดุปลูกที่แฉะเกินไป ก็จะทำให้เมล็ดขาดอากาศตายได้เช่นกัน การปฏิบัติที่จำเป็นคือ เตรียมวัสดุเพาะอย่างประณีต คลุกเคล้าส่วนผสมต่างๆหลายๆครั้งให้เข้ากันดี บรรจุในถาดเพาะให้เต็มหลุมพอดีทุกหลุม หยอดเมล็ดด้วยความระมัดระวัง ไม่ทำให้รากที่เพิ่งปริหักออกทำหลุมหยอดเมล็ดให้ลึกสม่ำเสมอกัน และกลบเมล็ดด้วยวัสดุปลูกบางๆ ไม่หนาเกินกว่า 1 เซนติเมตร ดูแลความชื้นในถาดเพาะให้ชื้นพอดีอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง 3-5 วัน การควบคุมความชื้นในถาดเพาะให้สม่ำเสมอโดยรดน้ำน้อยๆ บ่อยๆ หรือใช้พลาสติกคลุมถาดเพาะ ซึ่งเป็นการ "บ่มถาดเพาะ" เมื่อเมล็ดงอกโผล่พ้นดินจึงเปิดผ้าพลาสติกออก การใช้พลาสติกคลุมถาดเพาะเป็นวิธีรักษาความชื้นของดินในถาดเพาะได้ดี สามารถหยอดเมล็ดลงในถาดเพาะได้ทันทีโดยไม่ต้องนำเมล็ดแช่น้ำและบ่มเมล็ดให้มีรากปริออกก่อน ช่วยให้การหยอดเมล็ดทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น (การบ่มเมล็ดด้วยการนำเมล็ดแช่น้ำ 6-12 ชั่วโมงในข้างต้น เป็นการช่วยให้เมล็ดพริกงอก แต่หลังจากหยอดเมล็ดแล้วหากแปลงปลูกหรือถาดเพาะมีความชื้นไม่สม่ำเสมอ รากที่ปริออกอาจแห้งตายได้ และการหยอดเมล็ดที่เริ่มปริทำได้ช้าและยากกว่าการหยอดด้วยเมล็ดแห้ง)
หลังจากต้นกล้าพริกงอกแล้ว ดูแลต้นกล้ามในถาดเพาะต่อไปอีก 30 วัน โดยในช่วง 15 และ 20 วัน หลังหยอดเมล็ด รดปุ๋ยเคมีสูตร 15 : 15 :15 ละลายน้ำอัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หลังจากรดปุ๋ยแล้วรดน้ำตามเบาๆ เพื่อล้างปู่ยออกจากใบ และก่อนย้ายปลูกประมาณ 1 สัปดาห์ควรทำให้ต้นกล้าพริกแข็งแรงทนทานโดยเปิดตาข่ายที่คลุมต้นกล้าออก ให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดมากขึ้นหรือลดปริมาณน้ำที่ให้ลงอาจงดน้ำนานขึ้นจนต้นกล้าเริ่มเหี่ยวแล้วให้น้ำใหม่ ทำเช่นนี้ 2 ครั้งเป็นการกระตุ้นให้ต้นกล้าสะสมอาหารไว้ในต้นมากขึ้นกว่าปรกติ เพื่อใช้ในการงอกรากใหม่ ต้นกล้าพริกที่ดีควรมีลำต้นแข็ง ไม่อวบฉ่ำน้ำ การทำให้ต้นกล้าพริกแข็งแรงก่อนย้ายปลูกเป็นการเตรียมความพร้อมต้นกล้าที่จะออกไปสู่แปลงปลูกที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ต้นกล้าจะรอดตายมากขึ้น กรณีที่ไม่สามารถย้ายปลูกได้ตามกำหนด ต้นกล้าอยู่ในถาดเป็นเวลานาน 50-60 วัน ทำให้รากขดเป็นวง ก่อนนำไปย้ายปลูกควรกรีดด้วยมีดหรือใช้กรรไกรตัดรากตามแนวเดียวกับลำต้น 1-2 รอย เป็นวิธีการเพื่อให้รากใหม่เกิดขึ้นง่าย