Lactase Enzyme 1000 FCC*- 9000 Units 60 แคปซูลนิ่ม ย่อยนม การดื่มนมในวัยผู้ใหญ่หมดจะไปหมด คนออกกำลังเวย์โปรตีนย่อยยาก
Shopee

Lactase Enzyme 1000 FCC*- 9000 Units 60 แคปซูลนิ่ม ย่อยนม การดื่มนมในวัยผู้ใหญ่หมดจะไปหมด คนออกกำลังเวย์โปรตีนย่อยยาก

4.8
ขายแล้ว 1 ชิ้น
฿789
Rvada ตรวจสอบราคา

สินค้านี้มีประวัติขายน้อย (1 ชิ้น) โปรดพิจารณาข้อมูลร้านค้าประกอบ

ราคานี้อยู่ที่ประมาณ 181% ของราคาเฉลี่ยสินค้าหมวดเดียวกัน (เทียบจากฐานข้อมูลกว่า 1.5 ล้านรายการ)

MixedHealths
แบรนด์: NoBrand
ซื้อที่ Shopee

คุณจะถูกนำไปยัง Shopee

ลิงก์นี้เป็นลิงก์พันธมิตร เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นจากการสั่งซื้อ โดยราคาที่คุณจ่ายไม่เปลี่ยนแปลง

รายละเอียดสินค้า

Lactase Enzyme 1000 FCC* Units 60 แคปซูลนิ่ม หมดปัญญาการ #ย่อยนม การดื่มนมในวัยผู้ใหญ่หมดจะไปหมด คนออกกำลังเวย์โปรตีนย่อยยาก สินค้าส่งตรงจาก USA มาตรฐานการผลิตระดับโลก

ภาวะขาดเอนไซม์ #แลคเตส (#Lactase deficiency / Lactose intolerance)

ปัญหาการขาดหรือการพร่อง เอนไซม์ หรือน้ำย่อยแลคเตส (Lactase enzyme) พบได้บ่อย ผู้ที่ขาดเอนไซม์แลคเตสจะมีปัญหาเมื่อกินนม (นมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่สำคัญ คือ นมวัว) เนื่อง จากนมมีส่วนประกอบสำคัญคือ น้ำตาลแลคโตส (Lactose) ต้องอาศัยเอนไซม์แลคเตสย่อยจึงจะดูดซึมเข้าไปในผนังลำไส้ได้ การขาดหรือพร่องเอนไซม์นี้ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ดังนั้นต้องหาสาเหตุเรื่องท้องเสียซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญและท้องเสียมีสาเหตุได้หลายอย่าง

เอนไซม์แลคเตสมีหน้าที่อย่างไร?

แลคเตส เป็นเอนไซม์ในกลุ่ม Disaccharidase ซึ่งพบในผนังลำไส้เล็กส่วนที่หยักยื่นจากผนังลำไส้ที่เรียกว่า Brush border โดยเป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลในกลุ่ม Disaccharide ซึ่งรวมถึง น้ำตาลแลคโตส

Disaccharide เป็นน้ำตาลที่มี 2 โมเลกุลของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide) เชื่อมกันอยู่ เมื่อถูกย่อยด้วยเอนไซม์ Disaccharidase จะได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งจะถูกดูดซึมที่ผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดให้ร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงานที่สำคัญ

มีกลไกอย่างไรในการย่อยน้ำตาลแลคโตสและในการขาดหรือพร่องเอนไซม์แลคเตส?

แลคโตส เป็นน้ำตาลในกลุ่มน้ำตาล Disaccharide โดยประกอบด้วยโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคส (Glucose) และของน้ำตาลกาแลคโตส (Galactose) พบในนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และในอาหารที่มีนมเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ การดูดซึมน้ำตาลแลคโตสเข้าสู่ผนังของลำไส้เล็กและเข้าสู่กระแสเลือด อาศัยเอนไซม์แลคเตส

ถ้าไม่มีเอนไซม์แลคเตส หรือมีเอนไซม์ลดลง น้ำตาลแลคโตสจะไม่ถูกย่อยและดูดซึม น้ำตาลที่ไม่ถูกดูดซึมนี้ จะผ่านลำไส้เล็กไปสู่ลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ทำให้เกิดการหมัก (Fermentation) ของน้ำตาลแลคโตส ยังผลให้เกิดก๊าซจำนวนมากในลำไส้ ได้แก่ ก๊าซ ไฮโดรเจน (Hydrogen) คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide) และมีเทน (Methane) จึงทำให้เกิดอาการต่างๆตามมา

นอกจากก๊าซจำนวนมาก น้ำตาลที่ไม่ถูกดูดซึมและส่วนที่เป็นผลจากการบูดเปรี้ยว (การหมัก) ทำให้เกิดความดันในลำไส้ใหญ่สูงขึ้น เรียกว่า ความดันออสโมติก (Osmotic pressure)

ตามหลักวิทยาศาสตร์ จากความดันออสโมติกที่สูงขึ้นนี้ น้ำจะถูกดึงจากที่ที่มีความดันออสโมติกต่ำ ไปยังบริเวณที่มีความดันออสโมติกสูง ดังนั้นจึงมีการดึงน้ำเข้ามาในลำไส้ใหญ่มากขึ้น ผู้ป่วยจึงมีอาการท้องเสีย (Diarrhea) คือถ่ายเป็นน้ำออกมามาก

ผู้ที่มีภาวะขาดหรือพร่องเอนไซม์แลคเตสมีอาการอย่างไร?

ผู้ที่ขาดเอนไซม์แลคเตส อาจไม่มีอาการหากได้รับนมที่มีแลคโตสปริมาณไม่มากนัก แต่เมื่อปริมาณของนมเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยจึงจะมีอาการ ซึ่งได้แก่ อาการลมมากในท้อง ท้องลั่นโครก คราก มีการปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน (ในเด็กโตมักมีอาการอาเจียน)

ผู้ที่ขาดหรือพร่องเอนไซม์แลคเตสเป็นโรคทางกรรมพันธุ์หรือเกิดภายหลัง?

ผู้ที่ขาดเอนไซม์แลคเตสนี้ มีหลายกลุ่ม ทั้งที่เป็นกรรมพันธุ์ และไม่เป็นกรรมพันธุ์

1. ผู้ที่ขาดเอนไซม์แลคเตสตั้งแต่เกิด (Congenital lactase deficiency) กลุ่มนี้พบน้อย ผู้ป่วยจะมีอาการเมื่อได้รับน้ำตาลแลคโตสในนม มีรายงานทั่วโลกน้อยกว่า 50 ราย ผู้ป่วยมีความผิดปกติที่ยีน/จีน (Gene) โดยได้รับยีนผิดปกติจากพ่อและแม่ทั้งสองฝ่าย ดังนั้นสาเหตุนี้จึงเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์

2. ผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์แลคเตส (Primary adult type-hypolactasia) เกิดจากการลดลงของเอนไซม์หลังจากการหย่านมในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ ซึ่งรวมทั้งในคน โดยปกติจะพบเอนไซม์แลคเตสในผนังของลำไส้เล็กในช่วงเด็กอยู่ในครรภ์ระยะแรกๆปริมาณน้อย ต่อมาเอนไซม์จะมากขึ้น และสูงสุดหลังคลอด จนถึงอายุ 3 ปี หลังจากนั้นเอนไซม์นี้จะลดลงตามอายุ การลดลงจะแตกต่างกันตามชาติพันธุ์ การขาดเอนไซม์ในลักษณะนี้พบได้ประมาณ 15% ในชนผิวขาว ประมาณ 40% ในผู้ใหญ่ชาวเอเชีย และประมาณ 85% ในคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา ซึ่งความผิดปกตินี้จะมีความผิดปกติในระดับยีนเช่นกัน จึงเป็นสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์

3. การขาดเอนไซม์แลคเตสตามหลังการติดเชื้อ หรือการอักเสบเรื้อรังของลำไส้เล็ก (Secondary lactose intolerance) เนื่องจากมีการทำลายผนังลำไส้เล็ก พบได้ในโรคซีลิแอก (Celiac disease) หรือการติดเชื้อไวรัสโรตา อาการของผู้ป่วยจะเป็นชั่วคราวและจะดีขึ้นเมื่

สินค้าที่เกี่ยวข้อง