Shopee
ทุน วัง คลัง (ศักดิ) นา : สมรภูมิเศรษฐกิจการเมืองไทย กับประชาธิปไตยที่ไม่ลงหลักปักฐาน สำนักพิมพ์มติชน Matichonbook
4.9
ขายแล้ว 1 ชิ้น
฿342
฿380
-10%
Rvada ตรวจสอบราคา
สินค้านี้มีประวัติขายน้อย (1 ชิ้น) โปรดพิจารณาข้อมูลร้านค้าประกอบ
ราคานี้อยู่ที่ประมาณ 79% ของราคาเฉลี่ยสินค้าหมวดเดียวกัน (เทียบจากฐานข้อมูลกว่า 1.5 ล้านรายการ)
matichonbook_officialshop
แบรนด์:
สำนักพิมพ์มติชน
ซื้อที่ Shopee
คุณจะถูกนำไปยัง Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์พันธมิตร เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นจากการสั่งซื้อ โดยราคาที่คุณจ่ายไม่เปลี่ยนแปลง
รายละเอียดสินค้า
❌สั่งซื้อช่องทาง Shopee ไม่สามารถออกใบเสร็จได้❌
.
"ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในระดับสูงที่ดำรงอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ได้กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญของชนชั้นปกครองเก่าที่ต่อต้านระบอบการปกครองใหม่แบบประชาธิปไตย เนื่องจากหากยอมให้ระบอบนี้ลงหลักปักฐานได้สำเร็จแล้ว ฝ่ายตนจะต้องยอมรับการกระจายทรัพยากรให้แก่ชนส่วนใหญ่ของสังคมมากเกินกว่าที่ตนจะยอมรับได้" --- จากบทนำ
.
การรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองไว้ที่ชนชั้นปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือกลไกสำคัญที่เอื้อให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาด ส่งผลให้ชนชั้นปกครองสามารถสะสมความมั่งคั่งในทรัพย์สินได้เพิ่มขึ้น และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างชนชั้นก็เพิ่มขึ้นตาม
.
สภาพเช่นนี้ดำรงอยู่จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติ 2475 คณะราษฎรหรือชนชั้นปกครองใหม่ได้พยายามสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา ในขณะเดียวกัน ก็ได้นำสยามออกจากสภาพ "ทำนาบนหลังคน" ด้วยการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเริ่มกระจายทรัพย์สินที่เคยกระจุกตัวอยู่ในมือชนชั้นปกครองเก่าออกไปสู่มือราษฎร
.
เมื่อมีผู้ได้ผลประโยชน์ ก็ย่อมมีผู้สูญเสียผลประโยชน์ และการทวงคืนผลประโยชน์ก็จะตามมา...
.
หนังสือเล่มนี้ได้ย้อนกลับไปขุดรากประวัติศาสตร์ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมิติทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างชนชั้นปกครองเก่ากับชนชั้นปกครองใหม่ ซึ่งจะส่งผลต่อการลงหลักปักฐานของระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว
เศรษฐกิจแบบตลาดก่อนสนธิสัญญาเบาว์ริง (พ.ศ.2398)
1.การเปลี่ยนแปลงระบบกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต : ความเหลื่อมล้ำกับความขัดแย้งทางการเมือง
-การบุกเบิกจับจองที่ดินเพื่อการเพาะปลูก
-การถือครองที่ดิน : ความเหลื่อมล้ำแห่งยุคเศรษฐกิจสมัยใหม่
-การรับรองระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยรัฐ
-ชนชั้นเจ้าที่ดินและอิทธิพลต่อนโยบายสาธารณะของรัฐ
-การปฏิรูปที่ดินหลัง 2475 และการโต้กลับของชนชั้นปกครองเก่า
2.พระราชอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของสถาบันกษัตริย์ : ศูนย์กลางแห่งความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างชนชั้นปกครองเก่ากับชนชั้นปกครองใหม่
-ภูมิหลังและการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของพระคลังข้างที่
-วิวาทะและความขัดแย้งว่าด้วยพระราชอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของสถาบันกษัตริย์
3.ปฏิรูประบบการคลัง : จากผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองกระจายสู่ประชาชน
-ระบบการคลังก่อนการปฏิวัติ 2475
-ระบบการคลังกับความเหลื่อมล้ำ ภายใต้การรวมศูนย์อำนาจของชนชั้นปกครอง
-พัฒนาการและผลกระทบของภาษีและอากรที่สำคัญ
-ประมุขแห่งรัฐ ความมั่นคง และการพัฒนา : แนวโน้มและความเปลี่ยนแปลงของการใช้จ่ายภาครัฐ
4.การศึกษาและสาธารณสุข : หนทางแห่งการปฏิรูปสวัสดิการสังคม
-การศึกษาเพื่อชนชั้นนำหรือเพื่อมวลชน
-“สาธารณสุข” จากแนวคิดการกุศลสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ
บทสรุป : การเปลี่ยนแปลงทางสถาบันกับความเหลื่อมล้ำ
-สถาบันทางการเมืองกับความเหลื่อมล้ำ
-สถาบันทางเศรษฐกิจกับความเหลื่อมล้ำ
-ความลงท้าย
.
"ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในระดับสูงที่ดำรงอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ได้กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญของชนชั้นปกครองเก่าที่ต่อต้านระบอบการปกครองใหม่แบบประชาธิปไตย เนื่องจากหากยอมให้ระบอบนี้ลงหลักปักฐานได้สำเร็จแล้ว ฝ่ายตนจะต้องยอมรับการกระจายทรัพยากรให้แก่ชนส่วนใหญ่ของสังคมมากเกินกว่าที่ตนจะยอมรับได้" --- จากบทนำ
.
การรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองไว้ที่ชนชั้นปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือกลไกสำคัญที่เอื้อให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาด ส่งผลให้ชนชั้นปกครองสามารถสะสมความมั่งคั่งในทรัพย์สินได้เพิ่มขึ้น และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างชนชั้นก็เพิ่มขึ้นตาม
.
สภาพเช่นนี้ดำรงอยู่จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติ 2475 คณะราษฎรหรือชนชั้นปกครองใหม่ได้พยายามสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา ในขณะเดียวกัน ก็ได้นำสยามออกจากสภาพ "ทำนาบนหลังคน" ด้วยการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเริ่มกระจายทรัพย์สินที่เคยกระจุกตัวอยู่ในมือชนชั้นปกครองเก่าออกไปสู่มือราษฎร
.
เมื่อมีผู้ได้ผลประโยชน์ ก็ย่อมมีผู้สูญเสียผลประโยชน์ และการทวงคืนผลประโยชน์ก็จะตามมา...
.
หนังสือเล่มนี้ได้ย้อนกลับไปขุดรากประวัติศาสตร์ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมิติทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างชนชั้นปกครองเก่ากับชนชั้นปกครองใหม่ ซึ่งจะส่งผลต่อการลงหลักปักฐานของระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว
เศรษฐกิจแบบตลาดก่อนสนธิสัญญาเบาว์ริง (พ.ศ.2398)
1.การเปลี่ยนแปลงระบบกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต : ความเหลื่อมล้ำกับความขัดแย้งทางการเมือง
-การบุกเบิกจับจองที่ดินเพื่อการเพาะปลูก
-การถือครองที่ดิน : ความเหลื่อมล้ำแห่งยุคเศรษฐกิจสมัยใหม่
-การรับรองระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยรัฐ
-ชนชั้นเจ้าที่ดินและอิทธิพลต่อนโยบายสาธารณะของรัฐ
-การปฏิรูปที่ดินหลัง 2475 และการโต้กลับของชนชั้นปกครองเก่า
2.พระราชอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของสถาบันกษัตริย์ : ศูนย์กลางแห่งความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างชนชั้นปกครองเก่ากับชนชั้นปกครองใหม่
-ภูมิหลังและการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของพระคลังข้างที่
-วิวาทะและความขัดแย้งว่าด้วยพระราชอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของสถาบันกษัตริย์
3.ปฏิรูประบบการคลัง : จากผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองกระจายสู่ประชาชน
-ระบบการคลังก่อนการปฏิวัติ 2475
-ระบบการคลังกับความเหลื่อมล้ำ ภายใต้การรวมศูนย์อำนาจของชนชั้นปกครอง
-พัฒนาการและผลกระทบของภาษีและอากรที่สำคัญ
-ประมุขแห่งรัฐ ความมั่นคง และการพัฒนา : แนวโน้มและความเปลี่ยนแปลงของการใช้จ่ายภาครัฐ
4.การศึกษาและสาธารณสุข : หนทางแห่งการปฏิรูปสวัสดิการสังคม
-การศึกษาเพื่อชนชั้นนำหรือเพื่อมวลชน
-“สาธารณสุข” จากแนวคิดการกุศลสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ
บทสรุป : การเปลี่ยนแปลงทางสถาบันกับความเหลื่อมล้ำ
-สถาบันทางการเมืองกับความเหลื่อมล้ำ
-สถาบันทางเศรษฐกิจกับความเหลื่อมล้ำ
-ความลงท้าย