Shopee
ฟักทองบัตเตอร์นัท เมล็ดพันธุ์ 2-5 เมล็ด มีคู่มือปลูก
4.7
ขายแล้ว 3 ชิ้น
฿11
฿40
-73%
Rvada ตรวจสอบราคา
ราคาถูกผิดปกติ (3% ของค่าเฉลี่ยหมวด) ควรตรวจสอบร้านค้าก่อนซื้อ
kodchasanshop
แบรนด์:
NoBrand
ซื้อที่ Shopee
คุณจะถูกนำไปยัง Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์พันธมิตร เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นจากการสั่งซื้อ โดยราคาที่คุณจ่ายไม่เปลี่ยนแปลง
รายละเอียดสินค้า
ฟักทองบัตเตอร์นัท (Butternut Squash) เป็นฟักทองพันธุ์เนื้อเนียน หวาน และมีกลิ่นหอม ปลูกง่ายและให้ผลผลิตสูง เหมาะสำหรับการทำอาหารหลากหลายเมนู นี่คือวิธีการปลูกฟักทองบัตเตอร์นัท:
1. การเตรียมดิน
เลือกพื้นที่ปลูก:
เลือกพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดเต็มวัน (อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน)
ดินควรร่วนซุย ระบายน้ำดี และอุดมสมบูรณ์
ปรับปรุงดิน:
ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงในดิน เพื่อเพิ่มธาตุอาหาร
ดินควรมีค่า pH ระหว่าง 5.5-7.0 หากดินเป็นกรดมากเกินไป ให้ใส่ปูนขาวปรับสภาพดิน
ยกแปลงปลูก:
ยกแปลงสูงประมาณ 30 ซม. และกว้าง 1 เมตร เพื่อป้องกันน้ำขัง
2. การเตรียมเมล็ดพันธุ์
การแช่เมล็ด:
แช่เมล็ดในน้ำอุ่น (ประมาณ 50°C) นาน 6-8 ชั่วโมงเพื่อช่วยกระตุ้นการงอก
การเพาะเมล็ด:
หยอดเมล็ดลงในถาดเพาะหรือกระบะเพาะ หยอดหลุมละ 1 เมล็ด
กลบดินบางๆ และรดน้ำให้ชุ่ม
เมล็ดจะเริ่มงอกภายใน 5-7 วัน
3. การปลูก
การย้ายต้นกล้าลงแปลง:
ย้ายต้นกล้าเมื่อมีใบจริง 2-3 ใบ หรืออายุ 15-20 วัน
ขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 5-10 ซม. และใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุม
ระยะปลูกระหว่างต้น 80-100 ซม. และระหว่างแถว 100-120 ซม.
การปลูกในกระถาง:
ใช้กระถางขนาดใหญ่ (เส้นผ่านศูนย์กลาง 30-40 ซม.) ใส่ดินปลูกผสมปุ๋ยหมัก
ปลูกต้นกล้าลงในกระถางละ 1 ต้น
4. การดูแลรักษา
การรดน้ำ:
รดน้ำวันละ 1-2 ครั้งในช่วงเช้าและเย็น โดยเฉพาะช่วงแรกหลังปลูก
เมื่อเริ่มออกดอกและติดผล ลดการรดน้ำ เพื่อป้องกันรากเน่า
การใส่ปุ๋ย:
ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักทุก 15 วัน
ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ในช่วงต้นเจริญเติบโต และสูตร 8-24-24 หรือ 0-0-50 ในช่วงติดผลเพื่อเพิ่มความหวาน
การทำค้าง:
ฟักทองบัตเตอร์นัทสามารถปลูกเลื้อยบนพื้นดิน แต่การทำค้างไม้ไผ่หรือเชือกให้เลื้อยขึ้นจะช่วยลดการเกิดโรคและเพิ่มคุณภาพผลผลิต
การคัดเลือกผล:
เมื่อติดผล คัดเลือกผลที่สมบูรณ์ที่สุด 2-3 ผลต่อต้น เพื่อลดการแย่งอาหาร
5. การป้องกันโรคและแมลง
โรคที่พบบ่อย:
โรคราน้ำค้าง: ป้องกันโดยการรดน้ำตอนเช้าและเลี่ยงการรดน้ำบนใบ
โรคโคนเน่า: ใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกัน
แมลงที่พบบ่อย:
หนอนเจาะผลและเพลี้ยไฟ: ใช้น้ำส้มควันไม้หรือสารชีวภัณฑ์กำจัด
6. การเก็บเกี่ยว
ฟักทองบัตเตอร์นัทพร้อมเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 80-100 วันหลังปลูก
สังเกตเปลือกผลที่มีสีเหลืองทอง เนื้อแข็ง และก้านผลเริ่มแห้ง
ใช้มีดตัดก้านผลให้เหลือความยาวประมาณ 5-10 ซม. เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา
7. การเก็บรักษา
เก็บในที่แห้งและเย็น เช่น ห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
หากเก็บในสภาพที่เหมาะสม ฟักทองบัตเตอร์นัทสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 2-3 เดือน
เคล็ดลับเพิ่มเติม
ควรปลูกในช่วงฤดูร้อนหรือปลายฤดูฝน เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี
ใช้พลาสติกคลุมดินเพื่อลดการเจริญเติบโตของวัชพืชและรักษาความชื้น
การปลูกฟักทองควรเว้นระยะห่างจากพืชตระกูลแตงอื่นๆ เพื่อลดโอกาสการติดโรค
ฟักทองบัตเตอร์นัท เป็นพืชที่ปลูกง่าย และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เหมาะสำหรับปลูกในสวนหรือพื้นที่ขนาดเล็ก ลองปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือจำหน่ายดูนะ! 🎃
1. การเตรียมดิน
เลือกพื้นที่ปลูก:
เลือกพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดเต็มวัน (อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน)
ดินควรร่วนซุย ระบายน้ำดี และอุดมสมบูรณ์
ปรับปรุงดิน:
ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงในดิน เพื่อเพิ่มธาตุอาหาร
ดินควรมีค่า pH ระหว่าง 5.5-7.0 หากดินเป็นกรดมากเกินไป ให้ใส่ปูนขาวปรับสภาพดิน
ยกแปลงปลูก:
ยกแปลงสูงประมาณ 30 ซม. และกว้าง 1 เมตร เพื่อป้องกันน้ำขัง
2. การเตรียมเมล็ดพันธุ์
การแช่เมล็ด:
แช่เมล็ดในน้ำอุ่น (ประมาณ 50°C) นาน 6-8 ชั่วโมงเพื่อช่วยกระตุ้นการงอก
การเพาะเมล็ด:
หยอดเมล็ดลงในถาดเพาะหรือกระบะเพาะ หยอดหลุมละ 1 เมล็ด
กลบดินบางๆ และรดน้ำให้ชุ่ม
เมล็ดจะเริ่มงอกภายใน 5-7 วัน
3. การปลูก
การย้ายต้นกล้าลงแปลง:
ย้ายต้นกล้าเมื่อมีใบจริง 2-3 ใบ หรืออายุ 15-20 วัน
ขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 5-10 ซม. และใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุม
ระยะปลูกระหว่างต้น 80-100 ซม. และระหว่างแถว 100-120 ซม.
การปลูกในกระถาง:
ใช้กระถางขนาดใหญ่ (เส้นผ่านศูนย์กลาง 30-40 ซม.) ใส่ดินปลูกผสมปุ๋ยหมัก
ปลูกต้นกล้าลงในกระถางละ 1 ต้น
4. การดูแลรักษา
การรดน้ำ:
รดน้ำวันละ 1-2 ครั้งในช่วงเช้าและเย็น โดยเฉพาะช่วงแรกหลังปลูก
เมื่อเริ่มออกดอกและติดผล ลดการรดน้ำ เพื่อป้องกันรากเน่า
การใส่ปุ๋ย:
ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักทุก 15 วัน
ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ในช่วงต้นเจริญเติบโต และสูตร 8-24-24 หรือ 0-0-50 ในช่วงติดผลเพื่อเพิ่มความหวาน
การทำค้าง:
ฟักทองบัตเตอร์นัทสามารถปลูกเลื้อยบนพื้นดิน แต่การทำค้างไม้ไผ่หรือเชือกให้เลื้อยขึ้นจะช่วยลดการเกิดโรคและเพิ่มคุณภาพผลผลิต
การคัดเลือกผล:
เมื่อติดผล คัดเลือกผลที่สมบูรณ์ที่สุด 2-3 ผลต่อต้น เพื่อลดการแย่งอาหาร
5. การป้องกันโรคและแมลง
โรคที่พบบ่อย:
โรคราน้ำค้าง: ป้องกันโดยการรดน้ำตอนเช้าและเลี่ยงการรดน้ำบนใบ
โรคโคนเน่า: ใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกัน
แมลงที่พบบ่อย:
หนอนเจาะผลและเพลี้ยไฟ: ใช้น้ำส้มควันไม้หรือสารชีวภัณฑ์กำจัด
6. การเก็บเกี่ยว
ฟักทองบัตเตอร์นัทพร้อมเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 80-100 วันหลังปลูก
สังเกตเปลือกผลที่มีสีเหลืองทอง เนื้อแข็ง และก้านผลเริ่มแห้ง
ใช้มีดตัดก้านผลให้เหลือความยาวประมาณ 5-10 ซม. เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา
7. การเก็บรักษา
เก็บในที่แห้งและเย็น เช่น ห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
หากเก็บในสภาพที่เหมาะสม ฟักทองบัตเตอร์นัทสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 2-3 เดือน
เคล็ดลับเพิ่มเติม
ควรปลูกในช่วงฤดูร้อนหรือปลายฤดูฝน เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี
ใช้พลาสติกคลุมดินเพื่อลดการเจริญเติบโตของวัชพืชและรักษาความชื้น
การปลูกฟักทองควรเว้นระยะห่างจากพืชตระกูลแตงอื่นๆ เพื่อลดโอกาสการติดโรค
ฟักทองบัตเตอร์นัท เป็นพืชที่ปลูกง่าย และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เหมาะสำหรับปลูกในสวนหรือพื้นที่ขนาดเล็ก ลองปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือจำหน่ายดูนะ! 🎃