Shopee
หนังสือ ‘หลอมรวม/ล่มสลาย: ประวัติศาสตร์เชิงโบราณคดีของพระพุทธศาสนาในอินเดีย’ ของลาร์ส โฟเคลิน
5.0
ขายแล้ว 2 ชิ้น
฿440
฿550
-20%
Rvada ตรวจสอบราคา
สินค้านี้มีประวัติขายน้อย (2 ชิ้น) โปรดพิจารณาข้อมูลร้านค้าประกอบ
ราคานี้อยู่ที่ประมาณ 101% ของราคาเฉลี่ยสินค้าหมวดเดียวกัน (เทียบจากฐานข้อมูลกว่า 1.5 ล้านรายการ)
Illuminations Editions
แบรนด์:
Illuminations Editions(อิลลูมิเนชันส์ เอดิชันส์)
ซื้อที่ Shopee
คุณจะถูกนำไปยัง Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์พันธมิตร เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นจากการสั่งซื้อ โดยราคาที่คุณจ่ายไม่เปลี่ยนแปลง
รายละเอียดสินค้า
แปลจาก 'An Archaeological History of Indian Buddhism'
ลาร์ส โฟเคลิน (Lars Forgelin) เขียน
วรรณพรรธน์ เฟรนซ์ แปล
เชษฐ์ ติงสัญชลี, ปวินท์ มินทอง บรรณาธิการ
หนังสือขนาด Jumbo (165 x 241 x 17 มม.)
เข้าเล่มปกอ่อนจำนวน 432 หน้า
____________________________________
ถือเป็นหนังสือที่มีกระบวนการคิดอันซับซ้อน มีการอ้างอิงวิธีวิจัยและมีการอ้างอิงงานวิชาการของนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ ฯลฯ ที่มีมาก่อนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้ได้ข้อเสนอที่น่าสนใจ แม้ว่าบางจุด วิธีคิดของลาร์ส โฟเคลินอาจซับซ้อนจนยากจะเข้าใจและมีข้อถกเถียงมาก แต่งานของเขาก็น่าจะเป็นตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงโบราณคดีที่บูรณาการกับงานประวัติศาสตร์ศิลปะ งานศึกษาวรรณกรรม และงานประวัติศาสตร์ได้
ที่น่าสนใจก็คือ ลาร์ส โฟเคลินมีความพยายามในการสร้างภาพ “คน” หรือ “พุทธศาสนิกชน” ในสมัยโบราณ ผ่านโบราณวัตถุสถาน การศึกษาทางโบราณคดีที่ผ่านมา และเอกสารโบราณ โดยใช้ทฤษฎีทางมานุษยวิทยา ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก “คน” เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างระหว่างกลุ่มพระสงฆ์และฆราวาสที่มีวิธีการในการบูชาและเข้าถึงพระพุทธองค์ที่แตกต่างกัน หรือความแตกต่างระหว่างพระภิกษุด้วยกันเองที่เป็นปัจจัยทำให้พุทธศาสนาเกิดพัฒนาการอันหลายหลาก
ความแตกต่างที่ถูกนำเสนอในหนังสือเล่มนี้เป็นกระบวนการที่น่าสนใจ น่าศึกษา ความพยายามในการสร้างภาพของ “พุทธศาสนิก ชน” สมัยโบราณ แม้ว่าอาจมีข้อสงสัยและมีข้อถกเถียงได้มากในบางประเด็น แต่การนำเสนอของเขาก็ทำให้ผู้อ่านสามารถสร้างภาพและจินตนาการได้
ดั่งเช่นทฤษฎีที่ผู้เขียนได้เสนอว่า ความแตกต่างระหว่างการทำพิธีกรรมแบบปัจเจกซึ่งอาศัยการเดินประทักษิณารอบพระสถูปเป็นหลักตรงกันข้ามกับการทำพิธีกรรมแบบหมู่คณะที่ทำกันในโถงเจติยสถาน หรือทฤษฎีพระสงฆ์พยายามจะสถาปนาอำนาจเหนือเหล่าฆราวาสซึ่งต่อมาสะท้อนในทฤษฎีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพระสงฆ์นักปราชญ์ที่เอาแต่ศึกษาคัมภีร์อย่างคร่ำเคร่งกับพระภิกษุสายปฏิบัติที่ละทิ้งพระอาราม เป็นต้น
โฟเคลินยังพยายามกล่าวถึงปัจจัยภายนอกในการเปลี่ยนแปลงของพุทธศาสนาในแต่ละยุคสมัยด้วยมุมมองใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมลงของพุทธศาสนาและศาสนิกชนได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาฮินดูมากขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 ลงมานั้น หนังสือเล่มนี้ได้เสนอไว้ว่าการที่พระสงฆ์ไม่พึ่งฆราวาสอีกต่อไป ฆราวาสที่หมดที่พึ่งจึงหันเข้าหาศาสนาฮินดู ที่เพิ่งปรับตัวเช่นเดียวกัน เพื่อตอบรับความต้องการด้านพิธีกรรม การขอพร และการเป็นที่พึ่งทางจิตใจของศาสนิกชาวพุทธเดิม
นอกจากนี้ พุทธศาสนาแบบตันตระที่ดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นความ “เสื่อม” ของศาสนา หนังสือเล่มนี้กลับมองว่าเป็น “อีกขั้นพัฒนาการหนึ่ง” ที่ “ก้าวหน้า” ด้วยเหตุที่ตันตระได้ตอบสนองความสนใจในความลึกลับของคนในระยะนั้นได้อย่างดี หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอว่า การมีทัศนคติที่เปิดรับความเป็นโลกียะมากกว่านิกายอื่นๆ ทำให้สาวกผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพุทธศาสนาสายตันตระกลายมาเป็นกลุ่มที่สืบทอดพระพุทธศาสนาในอินเดีย และแทนที่พระภิกษุฝ่ายมหายานผู้เคร่งครัดในคัมภีร์และอภิปรัชญาในที่สุด
นี่คือตัวอย่างหนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่สนใจในการศึกษาพัฒนาการพุทธศาสนาในอินเดีย ทั้งนี้ การตีความและมุมมองของลาร์ส โฟเคลิน น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลายๆ ตัวเลือกที่ผู้อ่านน่าจะได้รับแง่คิดและมุมมองในการพัฒนาต่อยอดความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ และโบราณคดีอินเดียต่อไป
-บางส่วนจาก คำนำเสนอ ของศาสตราจารย์ ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี
__________________________
ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คือการที่ อาจารย์ลาร์ส โฟเคลิน นักมนุษยวิทยาผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาเกี่ยวกับศาสนา ได้หยิบยกเอาพัฒนาการด้านศิลปกรรมของพุทธศาสนาในอินเดียมาศึกษาวิเคราะห์โดยใช้ทฤษฏีทางปรัชญา สัญศาสตร์ และศาสนศาสตร์ ร่วมกับการศึกษาด้านโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ศิลปะเพื่อนำมาอธิบายในกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของคณะสงฆ์ภายในสังฆราราม บทบาทเชิงพิธีกรรมของฆราวาสในเขตเจติยสถาน และการปรับใช้ศิลปะวัตถุทางศาสนาเพื่อแสดงออกถึงอำนาจปกครองของกษัตริย์ เป็นต้น
ลาร์ส โฟเคลิน (Lars Forgelin) เขียน
วรรณพรรธน์ เฟรนซ์ แปล
เชษฐ์ ติงสัญชลี, ปวินท์ มินทอง บรรณาธิการ
หนังสือขนาด Jumbo (165 x 241 x 17 มม.)
เข้าเล่มปกอ่อนจำนวน 432 หน้า
____________________________________
ถือเป็นหนังสือที่มีกระบวนการคิดอันซับซ้อน มีการอ้างอิงวิธีวิจัยและมีการอ้างอิงงานวิชาการของนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ ฯลฯ ที่มีมาก่อนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้ได้ข้อเสนอที่น่าสนใจ แม้ว่าบางจุด วิธีคิดของลาร์ส โฟเคลินอาจซับซ้อนจนยากจะเข้าใจและมีข้อถกเถียงมาก แต่งานของเขาก็น่าจะเป็นตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงโบราณคดีที่บูรณาการกับงานประวัติศาสตร์ศิลปะ งานศึกษาวรรณกรรม และงานประวัติศาสตร์ได้
ที่น่าสนใจก็คือ ลาร์ส โฟเคลินมีความพยายามในการสร้างภาพ “คน” หรือ “พุทธศาสนิกชน” ในสมัยโบราณ ผ่านโบราณวัตถุสถาน การศึกษาทางโบราณคดีที่ผ่านมา และเอกสารโบราณ โดยใช้ทฤษฎีทางมานุษยวิทยา ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก “คน” เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างระหว่างกลุ่มพระสงฆ์และฆราวาสที่มีวิธีการในการบูชาและเข้าถึงพระพุทธองค์ที่แตกต่างกัน หรือความแตกต่างระหว่างพระภิกษุด้วยกันเองที่เป็นปัจจัยทำให้พุทธศาสนาเกิดพัฒนาการอันหลายหลาก
ความแตกต่างที่ถูกนำเสนอในหนังสือเล่มนี้เป็นกระบวนการที่น่าสนใจ น่าศึกษา ความพยายามในการสร้างภาพของ “พุทธศาสนิก ชน” สมัยโบราณ แม้ว่าอาจมีข้อสงสัยและมีข้อถกเถียงได้มากในบางประเด็น แต่การนำเสนอของเขาก็ทำให้ผู้อ่านสามารถสร้างภาพและจินตนาการได้
ดั่งเช่นทฤษฎีที่ผู้เขียนได้เสนอว่า ความแตกต่างระหว่างการทำพิธีกรรมแบบปัจเจกซึ่งอาศัยการเดินประทักษิณารอบพระสถูปเป็นหลักตรงกันข้ามกับการทำพิธีกรรมแบบหมู่คณะที่ทำกันในโถงเจติยสถาน หรือทฤษฎีพระสงฆ์พยายามจะสถาปนาอำนาจเหนือเหล่าฆราวาสซึ่งต่อมาสะท้อนในทฤษฎีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพระสงฆ์นักปราชญ์ที่เอาแต่ศึกษาคัมภีร์อย่างคร่ำเคร่งกับพระภิกษุสายปฏิบัติที่ละทิ้งพระอาราม เป็นต้น
โฟเคลินยังพยายามกล่าวถึงปัจจัยภายนอกในการเปลี่ยนแปลงของพุทธศาสนาในแต่ละยุคสมัยด้วยมุมมองใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมลงของพุทธศาสนาและศาสนิกชนได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาฮินดูมากขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 ลงมานั้น หนังสือเล่มนี้ได้เสนอไว้ว่าการที่พระสงฆ์ไม่พึ่งฆราวาสอีกต่อไป ฆราวาสที่หมดที่พึ่งจึงหันเข้าหาศาสนาฮินดู ที่เพิ่งปรับตัวเช่นเดียวกัน เพื่อตอบรับความต้องการด้านพิธีกรรม การขอพร และการเป็นที่พึ่งทางจิตใจของศาสนิกชาวพุทธเดิม
นอกจากนี้ พุทธศาสนาแบบตันตระที่ดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นความ “เสื่อม” ของศาสนา หนังสือเล่มนี้กลับมองว่าเป็น “อีกขั้นพัฒนาการหนึ่ง” ที่ “ก้าวหน้า” ด้วยเหตุที่ตันตระได้ตอบสนองความสนใจในความลึกลับของคนในระยะนั้นได้อย่างดี หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอว่า การมีทัศนคติที่เปิดรับความเป็นโลกียะมากกว่านิกายอื่นๆ ทำให้สาวกผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพุทธศาสนาสายตันตระกลายมาเป็นกลุ่มที่สืบทอดพระพุทธศาสนาในอินเดีย และแทนที่พระภิกษุฝ่ายมหายานผู้เคร่งครัดในคัมภีร์และอภิปรัชญาในที่สุด
นี่คือตัวอย่างหนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่สนใจในการศึกษาพัฒนาการพุทธศาสนาในอินเดีย ทั้งนี้ การตีความและมุมมองของลาร์ส โฟเคลิน น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลายๆ ตัวเลือกที่ผู้อ่านน่าจะได้รับแง่คิดและมุมมองในการพัฒนาต่อยอดความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ และโบราณคดีอินเดียต่อไป
-บางส่วนจาก คำนำเสนอ ของศาสตราจารย์ ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี
__________________________
ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คือการที่ อาจารย์ลาร์ส โฟเคลิน นักมนุษยวิทยาผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาเกี่ยวกับศาสนา ได้หยิบยกเอาพัฒนาการด้านศิลปกรรมของพุทธศาสนาในอินเดียมาศึกษาวิเคราะห์โดยใช้ทฤษฏีทางปรัชญา สัญศาสตร์ และศาสนศาสตร์ ร่วมกับการศึกษาด้านโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ศิลปะเพื่อนำมาอธิบายในกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของคณะสงฆ์ภายในสังฆราราม บทบาทเชิงพิธีกรรมของฆราวาสในเขตเจติยสถาน และการปรับใช้ศิลปะวัตถุทางศาสนาเพื่อแสดงออกถึงอำนาจปกครองของกษัตริย์ เป็นต้น