Shopee
หนังสือ 'อัสดงคตมายา: ภาพลวงตาของโลกตะวันตกต่อธรรมชาติของมนุษย์' ของมาร์แชล ซาห์ลินส์
4.9
ขายแล้ว 2 ชิ้น
0 ครั้ง
฿240
฿300
-20%
Illuminations Editions
แบรนด์:
Illuminations Editions(อิลลูมิเนชันส์ เอดิชันส์)
ซื้อที่ Shopee
คุณจะถูกนำไปยัง Shopee
รายละเอียดสินค้า
แปลจากหนังสือ : The Westen Illusion of Human Nature
ผู้เขียน : มาร์แชล ซาห์ลินส์ (Marshall Sahlins)
ผู้แปล : เก่งกิจ กิติเรียงลาภ และพนา กันธา
เข้าเล่มปกอ่อนจำนวน 270 หน้า
มาร์แชล ซาห์ลินส์ (1930-2021) เป็นศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา อาจกล่าวได้ว่าซาห์ลินส์เป็นนักมานุษยวิทยาที่สร้างข้อถกเถียงใหญ่ๆ ในวงการมานุษยวิทยาและวงการสังคมศาสตร์ของโลกได้มีชีวิตชีวาที่สุด ตลอดระยะเวลาการทำงานทางวิชาการของเขา เขาสร้างข้อถกเถียงที่สั่นสะเทือนวงการหลายครั้ง
ข้อเสนอหลัก ๆ ของซาห์ลินส์ในหนังสือเล่มนี้คือการชี้ให้เห็นว่า คอนเซปต์เรื่องภาวะธรรมชาติ (State of Nature) ที่เป็นหัวใจของการถกเถียงทางการเมือง ปรัชญา ฯลฯ ในปัจจุบัน เป็นเพียงความเข้าใจโลกแบบคับแคบของชาวตะวันตกซะส่วนมาก การแบ่งแยกธรรมชาติออกจากมนุษย์อย่างเสร็จสรรพ และชี้ว่า มนุษย์ในสภาพธรรมชาตินั้น โหดร้าย เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว วุ่นวาย เป็นอนาธิปัตย์ และจำเป็นต้องมีอะไรบางอย่างหรือใครบางคนที่มีอำนาจสูงสุดมาควบคุมนั้น เป็นฐานคิดที่ส่งผ่านต่อ ๆ กันมาจากสังคมกรีก จากธุซิดิดิส ไปสู่ฮอบส์ สู่สังคมอเมริกันที่อ่านฮอบส์และธุซิดิดิสอีกทีนึง
การพูดถึงภาวะธรรมชาติจึงเป็นเรื่องไร้สาระในสังคมอื่น ๆ ซาห์ลินส์เสนอว่า เรื่องง่าย ๆ ที่คนที่เชื่อในภาวะธรรมชาติในความหมายนี้ทำเป็นไม่สนใจก็คือ เอาเข้าจริง ภาวะธรรมชาติในที่อื่น ๆ สังคมอื่น ๆ ไม่ได้มีอยู่จริง หรือไม่มีมีรูปแบบเดียวกับโลกตะวันตกเลย
ถ้าเราเชื่อว่ามนุษย์ในภาวะธรรมชาติโหดร้ายและเห็นแก่ตัว แล้วเราจะอธิบายสังคมแบบเครือญาติที่ทุกคนเชื่อมโยงกันในฐานคนเผ่าพันธุ์เดียวกัน ทั้งบนฐานของสายเลือดหรือไม่ เพราะทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้าองค์เดียวกัน และจำต้องคอยดูแลกัน และในบางกรณีผูกผันตั้งแต่เกิดจนตาย ได้อย่างไร? ทำนองเดียวกับเวลาที่เราพูดถึงมนุษย์เป็นปัจเจกชนที่แยกขาดจากคนอื่น เราอธิบายมนุษย์ที่ชีวิตเชื่อมโยงกันจนความเจ็บป่วยหรือความตายของคนหนึ่งมีผลกระทบต่อคนอื่น ๆ หรือทั้งชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ ได้อย่างไร?
โลกทัศน์ที่ยึดความเป็นมนุษย์แบบตะวันตกเป็นศูนย์กลางจนราวกับประกาศว่า ตัวข้านี่แหละคือเผ่าพันธุ์มนุษย์ (l'espece, c'est moi) เป็นเพียงภาพลวงตาที่ทำให้เรามองไม่เห็นความจริงว่า การทำความเข้าใจโลกและสิ่งที่เราเรียกกันว่า ธรรมชาติ มีรูปแบบมากมาย
การแบ่งแยกว่าอะไรเป็นธรรมชาติและอะไรเป็นวัฒนธรรมยังเป็นเรื่องไร้สาระเข้าไปใหญ่ เพราะหลักฐานทางมานุษยวิทยาจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า สังคมอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ท่ามกลางสิ่งที่เราเรียกว่าธรรมชาติ กลับไม่มีคอนเซปต์เรื่องธรรมชาติอยู่เลย
ทำนองเดียวกัน เราคิดว่าตัวมนุษย์สูงส่งกว่าสัตว์ หรือพัฒนาขึ้นมาจากสัตว์ เมื่อเข้าสู่สังคมการเมือง แต่เอาเข้าจริง สังคมบางสังคมกลับไม่ได้เห็นสัตว์และมนุษย์แยกจากกัน มิหนำซ้ำ บางที่ยังเห็น สัตว์ต่างหากที่เป็นมนุษย์ มีจิตวิญญาณเหมือนมนุษย์ มี "วัฒนธรรม" เช่นเดียวกับมนุษย์ ในบางกรณีก็เป็นเทพเจ้าที่เหนือกว่ามนุษย์ หรือพูดให้ถึงรากถึงโคนกว่านั้น ในบางสังคม มนุษย์ไม่ได้เห็นว่า สัตว์และกระทั่ง ต้นไม้ เป็นสิ่งที่แตกต่างจากมนุษย์แม้แต่ร่างกายภายนอก สัตว์คือมนุษย์ และดวงวิญญาณของมนุษย์กับสัตว์/ก็แลกเปลี่ยนกันได้
ผู้เขียน : มาร์แชล ซาห์ลินส์ (Marshall Sahlins)
ผู้แปล : เก่งกิจ กิติเรียงลาภ และพนา กันธา
เข้าเล่มปกอ่อนจำนวน 270 หน้า
มาร์แชล ซาห์ลินส์ (1930-2021) เป็นศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา อาจกล่าวได้ว่าซาห์ลินส์เป็นนักมานุษยวิทยาที่สร้างข้อถกเถียงใหญ่ๆ ในวงการมานุษยวิทยาและวงการสังคมศาสตร์ของโลกได้มีชีวิตชีวาที่สุด ตลอดระยะเวลาการทำงานทางวิชาการของเขา เขาสร้างข้อถกเถียงที่สั่นสะเทือนวงการหลายครั้ง
ข้อเสนอหลัก ๆ ของซาห์ลินส์ในหนังสือเล่มนี้คือการชี้ให้เห็นว่า คอนเซปต์เรื่องภาวะธรรมชาติ (State of Nature) ที่เป็นหัวใจของการถกเถียงทางการเมือง ปรัชญา ฯลฯ ในปัจจุบัน เป็นเพียงความเข้าใจโลกแบบคับแคบของชาวตะวันตกซะส่วนมาก การแบ่งแยกธรรมชาติออกจากมนุษย์อย่างเสร็จสรรพ และชี้ว่า มนุษย์ในสภาพธรรมชาตินั้น โหดร้าย เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว วุ่นวาย เป็นอนาธิปัตย์ และจำเป็นต้องมีอะไรบางอย่างหรือใครบางคนที่มีอำนาจสูงสุดมาควบคุมนั้น เป็นฐานคิดที่ส่งผ่านต่อ ๆ กันมาจากสังคมกรีก จากธุซิดิดิส ไปสู่ฮอบส์ สู่สังคมอเมริกันที่อ่านฮอบส์และธุซิดิดิสอีกทีนึง
การพูดถึงภาวะธรรมชาติจึงเป็นเรื่องไร้สาระในสังคมอื่น ๆ ซาห์ลินส์เสนอว่า เรื่องง่าย ๆ ที่คนที่เชื่อในภาวะธรรมชาติในความหมายนี้ทำเป็นไม่สนใจก็คือ เอาเข้าจริง ภาวะธรรมชาติในที่อื่น ๆ สังคมอื่น ๆ ไม่ได้มีอยู่จริง หรือไม่มีมีรูปแบบเดียวกับโลกตะวันตกเลย
ถ้าเราเชื่อว่ามนุษย์ในภาวะธรรมชาติโหดร้ายและเห็นแก่ตัว แล้วเราจะอธิบายสังคมแบบเครือญาติที่ทุกคนเชื่อมโยงกันในฐานคนเผ่าพันธุ์เดียวกัน ทั้งบนฐานของสายเลือดหรือไม่ เพราะทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้าองค์เดียวกัน และจำต้องคอยดูแลกัน และในบางกรณีผูกผันตั้งแต่เกิดจนตาย ได้อย่างไร? ทำนองเดียวกับเวลาที่เราพูดถึงมนุษย์เป็นปัจเจกชนที่แยกขาดจากคนอื่น เราอธิบายมนุษย์ที่ชีวิตเชื่อมโยงกันจนความเจ็บป่วยหรือความตายของคนหนึ่งมีผลกระทบต่อคนอื่น ๆ หรือทั้งชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ ได้อย่างไร?
โลกทัศน์ที่ยึดความเป็นมนุษย์แบบตะวันตกเป็นศูนย์กลางจนราวกับประกาศว่า ตัวข้านี่แหละคือเผ่าพันธุ์มนุษย์ (l'espece, c'est moi) เป็นเพียงภาพลวงตาที่ทำให้เรามองไม่เห็นความจริงว่า การทำความเข้าใจโลกและสิ่งที่เราเรียกกันว่า ธรรมชาติ มีรูปแบบมากมาย
การแบ่งแยกว่าอะไรเป็นธรรมชาติและอะไรเป็นวัฒนธรรมยังเป็นเรื่องไร้สาระเข้าไปใหญ่ เพราะหลักฐานทางมานุษยวิทยาจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า สังคมอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ท่ามกลางสิ่งที่เราเรียกว่าธรรมชาติ กลับไม่มีคอนเซปต์เรื่องธรรมชาติอยู่เลย
ทำนองเดียวกัน เราคิดว่าตัวมนุษย์สูงส่งกว่าสัตว์ หรือพัฒนาขึ้นมาจากสัตว์ เมื่อเข้าสู่สังคมการเมือง แต่เอาเข้าจริง สังคมบางสังคมกลับไม่ได้เห็นสัตว์และมนุษย์แยกจากกัน มิหนำซ้ำ บางที่ยังเห็น สัตว์ต่างหากที่เป็นมนุษย์ มีจิตวิญญาณเหมือนมนุษย์ มี "วัฒนธรรม" เช่นเดียวกับมนุษย์ ในบางกรณีก็เป็นเทพเจ้าที่เหนือกว่ามนุษย์ หรือพูดให้ถึงรากถึงโคนกว่านั้น ในบางสังคม มนุษย์ไม่ได้เห็นว่า สัตว์และกระทั่ง ต้นไม้ เป็นสิ่งที่แตกต่างจากมนุษย์แม้แต่ร่างกายภายนอก สัตว์คือมนุษย์ และดวงวิญญาณของมนุษย์กับสัตว์/ก็แลกเปลี่ยนกันได้