Shopee
พุทราจีนคัดไซร์ ใหญ่พิเศษ 1000กรัม เนื้อเยอะ เม็ดเล็ก เม็ดลีบ
5.0
ขายแล้ว 1 ชิ้น
0 ครั้ง
฿129
Thammarat shop
แบรนด์:
NoBrand
ซื้อที่ Shopee
คุณจะถูกนำไปยัง Shopee
รายละเอียดสินค้า
มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย และเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค
บำรุงผิวให้มีสุขภาพดี ลดรอยด่างดำ เสริมสร้างชั้นผิวหนังให้แข็งแรง
สรรพคุณของเมล็ดพุทราช่วยลดไข้ แก้หวัด
ช่วยขับสารพิษ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ
แก้ท้องเสีย แก้อาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ
บำรุงหัวใจ ช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
บำรุงเลือด ทำให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวล มีเลือดฝาด
บรรเทาอาการคันจากโรคผิวหนัง
มีประโยชน์ช่วยแก้อาการผื่นคันตามผิวหนัง
ช่วยแก้อาการอ่อนเพลียของสตรีหลังคลอดบุตร
เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้ฟื้นไข้ หายเหน็ดเหนื่อย
ช่วยชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย
ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและอาการอักเสบของผิว
กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวให้มีการซ่อมแซมตัวเอง
บำรุงผิวพรรณให้กระชับ ลดการอักเสบบริเวณผิวหนัง
ผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่เสื่อมสภาพ
บำรุงประสาท ช่วยลดความเครียด ทำให้สมองปลอดโปร่ง
ช่วยให้หลับสบาย แก้อาการนอนไม่หลับ
บำรุงสายตา บรรเทาอาการตามัว ฝ้าฟาง
ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว และลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
***พุทราจีน กินยังไง
-การรับประทานพุทราจีนแบบสดควรเคี้ยวให้ละเอียดก่อนทุกครั้ง เพราะเนื้อพุทราจีนมีเส้นใยอาหารเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ท้องอืดได้
นำพุทราจีนแห้งฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ แช่ไว้ในน้ำเดือด ดื่มเป็นชาจิบได้ระหว่างวัน
รับประทานสดวันละ 1-2 ลูก
***ข้อควรระวังก่อนกินพุทราจีน
-ไม่ควรทานหัวไชเท้าและแตงกวาพร้อมกับพุทราจีน เพราะจะทำลายวิตามินของพุทราจีนส่งผลให้คุณค่าทางโภชนาการของพุทราจีนหายไป
ผู้ที่มีอาการท้องอืดและเบื่ออาหารไม่ควรรับประทานเนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูง ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรรับประทานพุทราจีนที่มีรสหวาน ฉุน ทำให้เกิดเสมหะและความชื้นได้ง่าย หลังจากที่คนที่มีเสมหะกินพุทราจีน อาการเดิมกำเริบได้ง่าย
พุทราจีนมีธาตุเหล็กเป็นจำนวนมากอันที่จริง มีผลอย่างมากต่อภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์เม็ดเลือดขาว เพิ่มอัลบูมินในซีรั่ม ปกป้องตับ แต่ถ้าคุณพึ่งกินพุทราจีนเพื่อบำรุงเลือด ปริมาณเลือดมีผลเพียงเล็กน้อย หากต้องการบรรลุผลการบำรุงเลือดที่ดีที่สุด ควรรับประทานคู่กับลูกเกด ลำไย และอาหารอื่นๆ ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากคุณพึ่งกินพุทราจีนดิบเพื่อบำรุงเลือด ไม่เพียงแต่ไม่เป็นผลเท่านั้น ยังสามารถทำให้เกิดก๊าซและอาการท้องร่วงได้ เมื่อรับประทานดิบ เปลือกพุทราจีนจะตกค้างอยู่ในลำไส้ได้ง่ายและยากที่จะขับออกมา ส่งผลต่อการย่อยอาหาร การกินมากเกินไปอาจทำให้ท้องอืดได้ และมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วน ขอแนะนำให้กิน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
เนื่องจากอุณหภูมิเกิน 80 องศาเซลเซียสวิตามินซีในพุทราจีนจะถูกทำลาย หลังจากล้างน้ำสะอาดแล้ว การกินดิบมีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด ย้ำกินพุทราจีนวันละ 5-8 ลูก มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก
เปลือกหรือผิวของพุทราจีนอุดมด้วยสารอาหาร เวลาไปต้มหรือตุ๋นควรต้มทั้งเปลือก
ถ้ากินดิบ เนื้อพุทราจีนจะตกค้างในกระเพาะอาหารค่อนข้างนาน จึงควรเคี้ยวให้ละเอียด
แม้ว่าพุทราจีนจะกินเป็นประจำได้ แต่ไม่ควรกินเกินวันละ 20 ลูก ถ้ากินมากเกินไปจะกระทบต่อระบบการย่อยอาหารและทำให้ท้องผูก
พุทราจีนที่เน่าเสียจากแบคทีเรีย จะเกิดอัลฟาไฮดรอกซีแอซิดและเมทานอล กินเข้าไปจะทำให้วิงเวียนไม่สบาย จึงต้องระวังให้มาก
พุทราจีนมีสรรพคุณในการบำรุงเลือด โดยทั่วไปเหมาะสมกับสตรี แต่บางกรณี เช่น ขณะมีรอบเดือน ตา บวม เท้า บวม หรือท้องอืดก็ไม่ควรกิน เพราะจะยิ่งบวมน้ำคนที่มีสภาพร่างกายร้อนก็ไม่ควรกินขณะมีประจำเดือน เพราะจะทำให้ประจำเดือนมามากผิดปกติ
พุทราจีนแห้งมีน้ำตาลสูงผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรรับประทานแต่น้อย น้ำตาลอาจทำให้ฟันผุได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีอาการของโรคลำไส้และฟันผุควรหลีกเลี่ยง
บำรุงผิวให้มีสุขภาพดี ลดรอยด่างดำ เสริมสร้างชั้นผิวหนังให้แข็งแรง
สรรพคุณของเมล็ดพุทราช่วยลดไข้ แก้หวัด
ช่วยขับสารพิษ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ
แก้ท้องเสีย แก้อาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ
บำรุงหัวใจ ช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
บำรุงเลือด ทำให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวล มีเลือดฝาด
บรรเทาอาการคันจากโรคผิวหนัง
มีประโยชน์ช่วยแก้อาการผื่นคันตามผิวหนัง
ช่วยแก้อาการอ่อนเพลียของสตรีหลังคลอดบุตร
เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้ฟื้นไข้ หายเหน็ดเหนื่อย
ช่วยชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย
ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและอาการอักเสบของผิว
กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวให้มีการซ่อมแซมตัวเอง
บำรุงผิวพรรณให้กระชับ ลดการอักเสบบริเวณผิวหนัง
ผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่เสื่อมสภาพ
บำรุงประสาท ช่วยลดความเครียด ทำให้สมองปลอดโปร่ง
ช่วยให้หลับสบาย แก้อาการนอนไม่หลับ
บำรุงสายตา บรรเทาอาการตามัว ฝ้าฟาง
ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว และลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
***พุทราจีน กินยังไง
-การรับประทานพุทราจีนแบบสดควรเคี้ยวให้ละเอียดก่อนทุกครั้ง เพราะเนื้อพุทราจีนมีเส้นใยอาหารเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ท้องอืดได้
นำพุทราจีนแห้งฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ แช่ไว้ในน้ำเดือด ดื่มเป็นชาจิบได้ระหว่างวัน
รับประทานสดวันละ 1-2 ลูก
***ข้อควรระวังก่อนกินพุทราจีน
-ไม่ควรทานหัวไชเท้าและแตงกวาพร้อมกับพุทราจีน เพราะจะทำลายวิตามินของพุทราจีนส่งผลให้คุณค่าทางโภชนาการของพุทราจีนหายไป
ผู้ที่มีอาการท้องอืดและเบื่ออาหารไม่ควรรับประทานเนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูง ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรรับประทานพุทราจีนที่มีรสหวาน ฉุน ทำให้เกิดเสมหะและความชื้นได้ง่าย หลังจากที่คนที่มีเสมหะกินพุทราจีน อาการเดิมกำเริบได้ง่าย
พุทราจีนมีธาตุเหล็กเป็นจำนวนมากอันที่จริง มีผลอย่างมากต่อภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์เม็ดเลือดขาว เพิ่มอัลบูมินในซีรั่ม ปกป้องตับ แต่ถ้าคุณพึ่งกินพุทราจีนเพื่อบำรุงเลือด ปริมาณเลือดมีผลเพียงเล็กน้อย หากต้องการบรรลุผลการบำรุงเลือดที่ดีที่สุด ควรรับประทานคู่กับลูกเกด ลำไย และอาหารอื่นๆ ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากคุณพึ่งกินพุทราจีนดิบเพื่อบำรุงเลือด ไม่เพียงแต่ไม่เป็นผลเท่านั้น ยังสามารถทำให้เกิดก๊าซและอาการท้องร่วงได้ เมื่อรับประทานดิบ เปลือกพุทราจีนจะตกค้างอยู่ในลำไส้ได้ง่ายและยากที่จะขับออกมา ส่งผลต่อการย่อยอาหาร การกินมากเกินไปอาจทำให้ท้องอืดได้ และมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วน ขอแนะนำให้กิน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
เนื่องจากอุณหภูมิเกิน 80 องศาเซลเซียสวิตามินซีในพุทราจีนจะถูกทำลาย หลังจากล้างน้ำสะอาดแล้ว การกินดิบมีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด ย้ำกินพุทราจีนวันละ 5-8 ลูก มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก
เปลือกหรือผิวของพุทราจีนอุดมด้วยสารอาหาร เวลาไปต้มหรือตุ๋นควรต้มทั้งเปลือก
ถ้ากินดิบ เนื้อพุทราจีนจะตกค้างในกระเพาะอาหารค่อนข้างนาน จึงควรเคี้ยวให้ละเอียด
แม้ว่าพุทราจีนจะกินเป็นประจำได้ แต่ไม่ควรกินเกินวันละ 20 ลูก ถ้ากินมากเกินไปจะกระทบต่อระบบการย่อยอาหารและทำให้ท้องผูก
พุทราจีนที่เน่าเสียจากแบคทีเรีย จะเกิดอัลฟาไฮดรอกซีแอซิดและเมทานอล กินเข้าไปจะทำให้วิงเวียนไม่สบาย จึงต้องระวังให้มาก
พุทราจีนมีสรรพคุณในการบำรุงเลือด โดยทั่วไปเหมาะสมกับสตรี แต่บางกรณี เช่น ขณะมีรอบเดือน ตา บวม เท้า บวม หรือท้องอืดก็ไม่ควรกิน เพราะจะยิ่งบวมน้ำคนที่มีสภาพร่างกายร้อนก็ไม่ควรกินขณะมีประจำเดือน เพราะจะทำให้ประจำเดือนมามากผิดปกติ
พุทราจีนแห้งมีน้ำตาลสูงผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรรับประทานแต่น้อย น้ำตาลอาจทำให้ฟันผุได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีอาการของโรคลำไส้และฟันผุควรหลีกเลี่ยง