Shopee
พระพรหมช่วย อำนวย ให้ชื่นฉ่ำ ปกอ่อน (สภาพหนังสือ 70%)
4.8
ขายแล้ว 1 ชิ้น
฿387
฿430
-10%
Rvada ตรวจสอบราคา
สินค้านี้มีประวัติขายน้อย (1 ชิ้น) โปรดพิจารณาข้อมูลร้านค้าประกอบ
ราคานี้อยู่ที่ประมาณ 145% ของราคาเฉลี่ยสินค้าหมวดเดียวกัน (เทียบจากฐานข้อมูลกว่า 1.5 ล้านรายการ)
kledthai(เคล็ดไทย)
แบรนด์:
Kledthai(เคล็ดไทย)
ซื้อที่ Shopee
คุณจะถูกนำไปยัง Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์พันธมิตร เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นจากการสั่งซื้อ โดยราคาที่คุณจ่ายไม่เปลี่ยนแปลง
รายละเอียดสินค้า
คำนำสำนักพิมพ์
10 ปีให้หลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 นิตยสาร Forbes ฉบับเดือนสิงหาคม 2550 ซึ่งติดตามจัดอันดับความร่ำรวยของเศรษฐีทั่วโลก ได้จัดอันดับกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก (The World’s Richest Royals) เป็นครั้งแรก ปรากฏว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ สุลต่านแห่งประเทศบรูไน เป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกด้วยทรัพย์สิน 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแห่งราชอาณาจักรไทยร่ำรวย ติดอันดับที่ 5 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทว่าเพียงหนึ่งปีต่อมากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกตามการสำรวจของนิตยสาร Forbes เจ้าเดิม กลายเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งได้ก้าวกระโดดขึ้นสู่อันดับ 1 ด้วยทรัพย์สินรวม 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2552 และ 2553 ในหลวงของเราก็ครองอันดับ 1 อีกด้วยจำนวนทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ผลของการจัดอันดับดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับพระราช ทรัพย์ของสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แม้ว่ากระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เองจะออก มาชี้แจงว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ซึ่งนิตยสาร Forbes นำมาคำนวณเป็นทรัพย์สินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยนั้น เป็นทรัพย์สินของรัฐหรือของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ เป็นผู้รับผิดชอบ และมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ดูแล หาได้เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้สถานะของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ของไทยนั้น ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับ Crown Property ของกษัตริย์โดยทั่วไปในนานาอารยประเทศ ซึ่ง Forbes ก็มิได้นำมาคิดในการจัดอันดับกษัตริย์ของประเทศอื่น
แต่คำชี้แจงของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และกระทรวงต่างประเทศ ก็ไม่สามารถตอบข้อสงสัยและข้อโต้แย้งที่ยังมีอยู่อีกมาก
อันที่จริง ก่อนหน้าที่ประเด็นเรื่องพระราชทรัพย์จะกลายเป็นที่สนใจใคร่รู้อย่างใน ปัจจุบัน ก็ยังพอจะมีงานศึกษาเกี่ยวกับทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์อยู่บ้าง ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับพระคลังข้างที่ แต่ก็พูดได้ว่ายังไม่มากพอ
ชิ้นสำคัญที่ศึกษา “พระคลังข้างที่” โดยตรง ได้แก่ งานของทวีศิลป์ สืบวัฒนะ เรื่อง “บทบาทของกรมพระคลังข้างที่ต่อการลงทุนทางเศรษฐกิจในอดีต (พ.ศ. 2433-2475)” ซึ่งตีพิมพ์ใน วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (มิถุนายน 2528) และวิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2529 ของชลลดา วัฒนศิริ เรื่อง “พระคลังข้างที่กับการลงทุนธุรกิจในประเทศ พ.ศ. 2433-2475″ ซึ่งภายหลังชลลดาได้เขียนบทความชื่อ “สำนักงานพระคลังข้างที่กับการลงทุนธุรกิจในประเทศไทย พ.ศ. 2433-2475” ตีพิมพ์ใน วารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 (มิถุนายน 2531) หลังจากนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีงานศึกษาเกี่ยวกับพระคลังข้างที่ที่ดีกว่า ผลงานของชลลดา วัฒนศิริ
ส่วนการศึกษาเกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” นั้น งานชิ้นแรกที่ควรกล่าวถึง แม้จะไม่ได้เป็นเรื่องทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โดยตรง คืองานของสุพจน์ แจ้งเร็ว เรื่อง “คดียึดพระราชทรัพย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ” ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 23 ฉบับที่ 8 (มิถุนายน 2545) งานชิ้นนี้ได้ให้ภาพของปัญหาว่าด้วยพระราชทรัพย์ในช่วงรอยต่อทางการเมือง หลังการปฏิวัติ 2475 ใหม่ๆ และกล่าวได้ว่างานชิ้นนี้เป็นงานบุกเบิกที่กระตุ้นให้หลายคนหันมาสนใจค้น คว้าเรื่องทรัพย์สินพระมหากษัตริย์หลัง 2475 เพิ่มเติม
จากนั้น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลก็ได้ส่ง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คืออะไร?” มาตีพิมพ์ลง ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2549) บทความชิ้นนี้เป็นงานที่เริ่มต้นศึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยตรง (หากไม่นับรวมงานเขียน “ใต้ดิน” ของซ้ายไทยในทศวรรษ 2520) สมศักดิ์ได้ค้นคว้าเอกสารจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อตอบปัญหาเกี่ยวกับสถานะ ที่แท้จริงของสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งจะโยงไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือ สถานะของสถาบันกษัตริย์และการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ในลักษณะที่เป็น ปฏิปักษ์ปฏิวัติ
ในปีเดียวกัน มีการเผยแพร่ผลงานในชุดโครงการวิจัยเรื่อง “โครงสร้างและพลวัตทุนไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ” ซึ่งมี ศ. ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. เป็นหัวหน้าโครงการ โดยรวมเล่มตีพิมพ์ในชื่อ การต่อสู้ของทุนไทย: การเมือง วัฒนธรรม เพื่อความอยู่รอด (มติชน, 2549) จำนวน 2 เล่ม งานวิจัยหนึ่งในนั้นคืองานของพอพันธ์ อุยยานนท์ เรื่อง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับบทบาทการลงทุนทางธุรกิจ” ซึ่งเป็นงานวิชาการชิ้นแรก (และชิ้นเดียวจนถึงวันนี้) ที่ศึกษาบทบาทของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในเศรษฐกิจไทยได้อย่างครอบคลุม ทั้งในแง่มิติทางประวัติศาสตร์และในแง่ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสำนักงาน ทรัพย์สินฯ
ต่อมา ปราการ กลิ่นฟุ้งได้เขียนเรื่อง “เก็บภาษีมรดกในประเทศสยาม: ความเป็นมาของการตราพระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช 2476” ตีพิมพ์ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2550) งานของปราการให้ภาพในรายละเอียดเพิ่มขึ้นว่า หลัง 2475 กระบวนการจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญของคณะราษฎร นั้น เริ่มต้นตรงที่จุดไหน อย่างไร และปฏิกิริยาจากราชสำนักเป็นเช่นไร ปีถัดมา เราได้เห็นผลงานของภารุต เพ็ญพายัพ เรื่อง “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คืออะไร?: พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ในบริบททางประวัติ ศาสตร์” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน 2551) ที่ต่อยอดจากผลงานของสุพจน์ สมศักดิ์ และปราการ ไปถึงกระบวนการและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อัน
10 ปีให้หลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 นิตยสาร Forbes ฉบับเดือนสิงหาคม 2550 ซึ่งติดตามจัดอันดับความร่ำรวยของเศรษฐีทั่วโลก ได้จัดอันดับกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก (The World’s Richest Royals) เป็นครั้งแรก ปรากฏว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ สุลต่านแห่งประเทศบรูไน เป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกด้วยทรัพย์สิน 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแห่งราชอาณาจักรไทยร่ำรวย ติดอันดับที่ 5 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทว่าเพียงหนึ่งปีต่อมากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกตามการสำรวจของนิตยสาร Forbes เจ้าเดิม กลายเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งได้ก้าวกระโดดขึ้นสู่อันดับ 1 ด้วยทรัพย์สินรวม 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2552 และ 2553 ในหลวงของเราก็ครองอันดับ 1 อีกด้วยจำนวนทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ผลของการจัดอันดับดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับพระราช ทรัพย์ของสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แม้ว่ากระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เองจะออก มาชี้แจงว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ซึ่งนิตยสาร Forbes นำมาคำนวณเป็นทรัพย์สินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยนั้น เป็นทรัพย์สินของรัฐหรือของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ เป็นผู้รับผิดชอบ และมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ดูแล หาได้เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้สถานะของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ของไทยนั้น ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับ Crown Property ของกษัตริย์โดยทั่วไปในนานาอารยประเทศ ซึ่ง Forbes ก็มิได้นำมาคิดในการจัดอันดับกษัตริย์ของประเทศอื่น
แต่คำชี้แจงของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และกระทรวงต่างประเทศ ก็ไม่สามารถตอบข้อสงสัยและข้อโต้แย้งที่ยังมีอยู่อีกมาก
อันที่จริง ก่อนหน้าที่ประเด็นเรื่องพระราชทรัพย์จะกลายเป็นที่สนใจใคร่รู้อย่างใน ปัจจุบัน ก็ยังพอจะมีงานศึกษาเกี่ยวกับทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์อยู่บ้าง ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับพระคลังข้างที่ แต่ก็พูดได้ว่ายังไม่มากพอ
ชิ้นสำคัญที่ศึกษา “พระคลังข้างที่” โดยตรง ได้แก่ งานของทวีศิลป์ สืบวัฒนะ เรื่อง “บทบาทของกรมพระคลังข้างที่ต่อการลงทุนทางเศรษฐกิจในอดีต (พ.ศ. 2433-2475)” ซึ่งตีพิมพ์ใน วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (มิถุนายน 2528) และวิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2529 ของชลลดา วัฒนศิริ เรื่อง “พระคลังข้างที่กับการลงทุนธุรกิจในประเทศ พ.ศ. 2433-2475″ ซึ่งภายหลังชลลดาได้เขียนบทความชื่อ “สำนักงานพระคลังข้างที่กับการลงทุนธุรกิจในประเทศไทย พ.ศ. 2433-2475” ตีพิมพ์ใน วารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 (มิถุนายน 2531) หลังจากนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีงานศึกษาเกี่ยวกับพระคลังข้างที่ที่ดีกว่า ผลงานของชลลดา วัฒนศิริ
ส่วนการศึกษาเกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” นั้น งานชิ้นแรกที่ควรกล่าวถึง แม้จะไม่ได้เป็นเรื่องทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โดยตรง คืองานของสุพจน์ แจ้งเร็ว เรื่อง “คดียึดพระราชทรัพย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ” ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 23 ฉบับที่ 8 (มิถุนายน 2545) งานชิ้นนี้ได้ให้ภาพของปัญหาว่าด้วยพระราชทรัพย์ในช่วงรอยต่อทางการเมือง หลังการปฏิวัติ 2475 ใหม่ๆ และกล่าวได้ว่างานชิ้นนี้เป็นงานบุกเบิกที่กระตุ้นให้หลายคนหันมาสนใจค้น คว้าเรื่องทรัพย์สินพระมหากษัตริย์หลัง 2475 เพิ่มเติม
จากนั้น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลก็ได้ส่ง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คืออะไร?” มาตีพิมพ์ลง ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2549) บทความชิ้นนี้เป็นงานที่เริ่มต้นศึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยตรง (หากไม่นับรวมงานเขียน “ใต้ดิน” ของซ้ายไทยในทศวรรษ 2520) สมศักดิ์ได้ค้นคว้าเอกสารจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อตอบปัญหาเกี่ยวกับสถานะ ที่แท้จริงของสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งจะโยงไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือ สถานะของสถาบันกษัตริย์และการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ในลักษณะที่เป็น ปฏิปักษ์ปฏิวัติ
ในปีเดียวกัน มีการเผยแพร่ผลงานในชุดโครงการวิจัยเรื่อง “โครงสร้างและพลวัตทุนไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ” ซึ่งมี ศ. ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. เป็นหัวหน้าโครงการ โดยรวมเล่มตีพิมพ์ในชื่อ การต่อสู้ของทุนไทย: การเมือง วัฒนธรรม เพื่อความอยู่รอด (มติชน, 2549) จำนวน 2 เล่ม งานวิจัยหนึ่งในนั้นคืองานของพอพันธ์ อุยยานนท์ เรื่อง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับบทบาทการลงทุนทางธุรกิจ” ซึ่งเป็นงานวิชาการชิ้นแรก (และชิ้นเดียวจนถึงวันนี้) ที่ศึกษาบทบาทของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในเศรษฐกิจไทยได้อย่างครอบคลุม ทั้งในแง่มิติทางประวัติศาสตร์และในแง่ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสำนักงาน ทรัพย์สินฯ
ต่อมา ปราการ กลิ่นฟุ้งได้เขียนเรื่อง “เก็บภาษีมรดกในประเทศสยาม: ความเป็นมาของการตราพระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช 2476” ตีพิมพ์ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2550) งานของปราการให้ภาพในรายละเอียดเพิ่มขึ้นว่า หลัง 2475 กระบวนการจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญของคณะราษฎร นั้น เริ่มต้นตรงที่จุดไหน อย่างไร และปฏิกิริยาจากราชสำนักเป็นเช่นไร ปีถัดมา เราได้เห็นผลงานของภารุต เพ็ญพายัพ เรื่อง “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คืออะไร?: พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ในบริบททางประวัติ ศาสตร์” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน 2551) ที่ต่อยอดจากผลงานของสุพจน์ สมศักดิ์ และปราการ ไปถึงกระบวนการและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อัน